Integrity Legal

Posts Tagged ‘K1’

7th July 2020

The Immigration systems of both the United States of America and the Kingdom of Thailand have arguably been subjected to more changes recently than they have undergone in many years. Recently, President Trump announced an expansion of his travel ban on certain foreign nationals. The relevant portions can be found in the excerpt from the White House’s website:

Sec2.  Suspension and Limitation on Entry.  The entry into the United States of any alien seeking entry pursuant to any of the following nonimmigrant visas is hereby suspended and limited, subject to section 3 of this proclamation:

(a)  an H-1B or H-2B visa, and any alien accompanying or following to join such alien;

(b)  a J visa, to the extent the alien is participating in an intern, trainee, teacher, camp counselor, au pair, or summer work travel program, and any alien accompanying or following to join such alien; and

(c)  an L visa, and any alien accompanying or following to join such alien.

It should be noted, although the expanded ban appears to have rather wide ranging effects, those seeking the K-1 visa for a foreign fiancee, a K-3 visa, CR-1 visa, or IR-1 visa for the spouse of an American citizen are unaffected by this recent proclamation. That stated, while this ban does not have a direct impact, the fact that US Embassies and Consulates overseas are still not open for visa processing continues to stall immigration matters.

Meanwhile, Thailand is taking stringent measures in an attempt to forestall any further spread of COVID-19 in the Kingdom. With nearly 6 weeks of zero in-country transmissions, Thailand is a proving to be a global success story in the “fight” against Coronavirus. These measures appear to be bearing fruit, but Thailand remains in lock down from an international travel context. It was recently announced that some foreigners would be allowed to enter Thailand. At the same time, Thai officials are attempting to implement a “travel bubble” scheme which will allow some tourists to enter Thailand under specific conditions. As of the time of this writing, the initiation of “travel bubbles” has yet to be seen, but they are expected to come online in September. Thereafter, there will be a phased program of increasingly less stringent restrictions with the culmination presumably manifesting as tourism to resume as normal. It should be noted that the countries surrounding Thailand appear to be taking similar positions to that of Thailand with respect to inbound tourist arrivals, at least for the foreseeable future.

more Comments: 04

4th October 2010

บทความนี้ขอนำเสนอมุมมองในการขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาประเภทท่องเที่ยวสำหรับแฟนชาวต่างชาติของพลเมืองอเมริกัน

พลเมืองอเมริกันหลายคนต่างละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า กงสุลอเมริกันมีอิสระในการพิจารณาคำขอวีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้อพยพ ( non-immigrant)ซึ่งมีการยื่นคำขอจากทั่วโลก สิ่งที่ต้องตระหนักถึงคือ ในแต่ละปี ชาวอเมริกันทั้งชายและหญิงเดินทางออกนอกสหรัฐอเมริกาและพบกับคนที่พิเศษ ในสถานการณ์นี้อาจมีคำถามมากมายเช่น ต้องทำอย่างไรที่จะขอวีซ่าสำหรับแฟนชาวต่างชาติเพื่อเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกา คำตอบสำหรับคำถามนี้อาจไม่ง่ายเหมือนจุดเริ่มต้น

อ้างถึงมาตรา 214(b) พระราชบัญญัติสัญชาติและการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่กงสุลในองค์กรของสหรัฐอเมริกา สถานทูตอเมริกา หรือสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาสันนิษฐานว่าผู้ยื่นคำขอวีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้อพยพ (non-immigrant )เป็นผู้ที่มีเจตนาที่จะอพยพเข้าเมือง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยเจ้าหน้าที่กงสุลเจ้าหน้าที่กงสุลต้องเชื่อว่า ผู้ยื่นคำขอมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นต่อประเทศของผู้ยื่นคำขอหรือประเทศอื่นๆนอกจากสหรัฐอเมริกาและต้องมีความผูกพันที่ไม่มากกับสหรัฐอเมริกา ในหลายๆกรณีการที่มีแฟนเป็นคนอเมริกันนั้นส่งผลให้ความผูกพันแน่นแฟ้นกับประเทศบ้านเกิดนั้นน้อยลงและนำไปสู่การปฏิเสธวีซ่าตามาตรา 214(b) เหตุผลนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่สถานทูตไม่ควรที่จะแปลความหมายผิด เจ้าหน้าที่สามารถที่จะปฏิเสธคำขอวีซ่าท่องเที่ยวได้ตามกฎหมายถ้าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถพิสูจน์ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 214(b)

ด้วยเหตุผลที่สนับสนุน การที่จะพิสูจน์ให้ได้ตามมาตรา 214b แทบจะเป็นไปไม่ได้ในบางเขตอำนาจกงสุล สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงจากตัวอย่างที่ผ่านมามีการใช้วีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้อพยพ(non-immigrant visa)ในทางที่ผิดส่งผลถึงคำขอของการปรับเปปลี่ยนสถานะกับบริการคนเข้าเมืองและพลเมืองอเมริกา (USCIS)ตามสถิตินี้ ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายมาตรา 214(b)ทำไห้ไม่มีความหวังในการขอวีซ่าสหรัฐอเมริกานั้นตั้งแต่เริ่มต้น

สิ่งที่ควรตระหนักถึงคือ มีหลายคู่ที่หลังจากทำความรู้จักซึ่งกันและกันและพัฒนาความสัมพันธ์ให้คงอยู่ตลอดไปสามารถที่จะรับสิทธิประโยชน์จากวีซ่าครอบครัวอเมริกัน แตกต่างจากวีซ่าประเภทไม่ใช่ผู้อพยพ (non-immigrant visa) ผู้ยื่นขอวีซ่าประเภทผู้อพยพ (immigrant visa) (หรือผู้สมัครวีซ่าที่มีวัตถุประสงค์สองอย่าง)ไม่ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของกงสุลตามมาตรา 214 (b)ของ INA ดังนั้นการที่จะขอวีซ่าประเภทK1, IR1 และ CR1 ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามมาตรา 214(b) อาจกล่าวได้ว่าการยื่นคำขอวีซ่านั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและวีซ่าครอบครัวต้องมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากวีซ่าอเมริกา

more Comments: 04

11th June 2010

หัวข้อที่ถกเถียงกันบ่อยบนบอร์ดนี้ก็คือ หัวข้อวีซ่าท่องเที่ยว สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพมหานครจะออกวีซ่าท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละแ ในอดีต คำร้องขอวีซ่าชั่วคราวจะต้องมีการยื่นแบบ DS-156 แต่ไม่นานมานี้ กระทรวงต่างประเทศได้ประกาศว่าไม่ให้ใช้ฟอร์ม DS-156 กับการขอวีซ่าท่องเที่ยว บีทู (B2)อีกต่อไป

ฟอร์ม DS-160 แบบใหม่ เป็นฟอร์มคำขอวีซ่าชั่วคราวแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นฟอร์มออนไลน์ที่ใช้บันทึกข้อมูลที่จำเป็นของผู้ขอวีซ่าชั่วคราว ฟอร์ม DS-160 นี้สามารถยื่นผ่านระบบอินเตอร์เนตไปยังกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐโดยตรง เจ้าหน้าที่กงสุลจะอาศัยข้อมูลจากฟอร์ม DS-160 ที่ยื่นเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคำขอวีซ่า ประกอบกับการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว เพื่อตัดสินว่าผู้ยื่นขอมีคุณสมบัติได้รับวีซ่าชั่วคราวหรือไม่

เห็นได้ชัดว่า ฟอร์ม DS-160 ได้ถูกนำมาใช้เพื่อรวบรัดขั้นตอนการขอวีซ่าของผู้ต้องการขอวีซ่าชั่วคราวเพื่อเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนได้ตัดตอนข้อความที่ประกาศไว้มาให้อ่านกันดังต่อไปนี้

สถานทูตของสหรัฐอเมริกาและกงสุลทั้งหมดที่ดำเนินการคำขอวีซ่าชั่วคราวให้ใช้แบบฟอร์มออนไลน์ DS-160 แบบใหม่ ดังนั้นผู้ขอวีซ่าจะต้องใช้แบบฟอร์ม DS-160 ออนไลน์นี้กับการขอวีซ่าชั่วคราวเกือบทุกประเภท แต่ไม่ทั้งหมด โปรดดูหมวด ถาม-ตอบของกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับข้อยกเว้นและเพื่อให้ทราบว่าวีซ่าชั่วคราวประเภทใดบ้างที่ยังคงใช้แบบฟอร์ม DS-156 ในขณะนี้

มีหลายๆคนที่กังวลว่าการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบกับคำขอวีซ่าประเภทอื่นๆ ความกังวลนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่จะขอวีซ่า K1 หรือ K3 สำหรับคู่หมั้นหรือคู่สมรสต่างชาติ นั่นหมายความว่าคุณอาจจะต้องปรึกษากับที่ปรึกษาชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าคุณควรจะยื่นแบบฟอร์มประเภทอะไรจึงจะเหมาะกับวีซ่าประเภทที่คุณต้องการยื่นขอ และเช่นเคย คุณควรหมายเหตุไว้ว่าทนายความอเมริกันที่มีใบอนุญาตเท่านั้นที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายคนเข้าเมืองอเมริกันได้อย่างถูกกฎหมาย หลายๆคนอาจจะเห็นว่าการขอวีซ่าท่องเที่ยวไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากทนายอเมริกัน เนื่องจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นปล่าวๆ อย่างไรก็ตาม คำขอวีซ่าสำหรับบุคคลในครอบครัวของชาวอเมริกันบางประเภทนั้น การขอความช่วยเหลือจากทนายอาจจะเป็นประโยชน์มากทีเดียว

ยังควรหมายเหตุไว้อีกว่าผู้ขอวีซ่าหลายๆคนถูกปฏิเสธวีซ่าจากเจ้าหน้าที่กงสุลอาศัยเหตุตาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติของอเมริกา มาตรา 214(b) ซึ่งหมายความว่าผู้ขอวีซ่าไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศบ้านเกิด และความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ขอวีซ่าไปสหรัฐอเมริกาควรจำไว้ว่าหากว่าการอพยพเป็นเป้าหมายสุดท้ายของคุณแล้วละก็ การขอวีซ่าท่องเที่ยวอาจจะไม่ใช่วีซ่าประเภทที่เหมาะกับคุณ แม้ว่าวีซ่าจะได้รับการอนุมัติโดยกงสุลสหรัฐอเมริกาในต่างประเทศ แต่บุคคลต่างด้าวมีสิทธิที่จะถูกส่งตัวกลับเมื่อไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองในสหรัฐอเมริกา หากว่า เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าผู้ขอวีซ่านั้นเป็นผู้ที่แฝงไปด้วยเจตนาอพยพเข้าสหรัฐอเมริกาเป็นการถาวร

more Comments: 04

28th May 2010

คำถามที่ถามกันมากสำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะพาคนรักจากประเทศไทยไปอเมริกาก็มักจะเกี่ยวกับว่า เป็นไปได้ไหมที่จะขอวีซ่าท่องเที่ยวจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาที่กรุงเทพฯ แก่นของปัญหาการขอวีซ่าท่องเที่ยวก็คือการที่ผู้ขอไม่สามารถเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพของเจ้าหน้าที่กงสุลได้

วีซ่าท่องเที่ยวกับเจตนาอพยพ

ภายใต้มาตรา 214 (b) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติ เจ้าหน้าที่กงสุลประจำสถานทูตจำต้องสันนิษบานไว้ก่อนว่าผู้ขอวีซ่าชั่วคราวทั้งหมดมีเจตนาอพยพ ในอันที่ผู้ขอวีซ่าจะเอาชนะข้อสัณนิษฐานดังกล่าว เขาจะต้องแสดงหลักฐานว่าเหตุผลมีน้ำหนักพอที่จะกลับมายังประเทศไทยหลังจากไปสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังฐานเหล่านั้นก็ได้แก่ สัญญาจ้างงานในประเทศไทยด้วยเงินเดือนสูงๆ ( เงินเดือนในตัวของมันเองนั้นไม่ได้กระตุ้นความสนใจของเจ้าหน้าที่กงสุลซักเท่าไร แต่มันเนื่องมาจากเหตุที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทิ้งงานเงินเดือนสูงๆไปเป็นแน่ต่างหาก ) ความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่เหนียวแน่นในประเทศไทย และ การลงทุนในประเทศไทยที่ยากจะละทิ้งไป ( อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อม ฯลฯ ) นี่ไม่ใช่ทั้งหมดแต่เพียงให้คุณเห็นภาพว่าเจ้าหน้าที่กงสุลอยากจะเห็นอะไรตอนที่ต้องพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าสามารถเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพได้หรือไม่

แฟนหรือสามีชาวอเมริกัน เป็นเหมือน “ยาพิษ” สำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือปล่าว?

บางคนเชื่อว่าการมีคู่ครองเป็นชาวอเมริกันนั้นถือเป็นการปฏิเสธวีซ่าท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้เขียนไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ในทางกลับกัน ถ้าผุ้ขอวีซ่าชาวไทยมีคนรักชาวอเมริกัน ผู้ขอวีซ่าก็ยังต้องเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพอยู่ดีนั่นเอง ความต่างของการมีแฟนชาวอเมริกันหรือไม่มันขึ้นอยู่กับว่าคู่รักนั้นๆตั้งใจจะใช้วีซ่าท่องเที่ยวเป็นทางสะดวกในการอพยพไปสหรัฐอเมริกาโดยวิธีการขอวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปเปลี่ยนสถานภาพเป็นกรีนการ์ดหรือไม่ เรียกง่ายๆก็คือคู่รักจะต้องแสดงให้เห็นว่าใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเหตุผลที่แท้จริงของมัน ซึ่งก็คือ เพื่อการท่องเที่ยวนั่นเอง

ถ้าวีซ่า K 1 เป็นวีซ่าชั่วคราว แล้วทำไมคู่หมั้นชาวไทยยังอยู่ในอเมริกาได้ล่ะ?

ในมุมหนึ่งวีซ่า K 1 เป็นส่วนผสมของวีซ่าชั่วคราวและวีซ่าถาวร วีซ่าตัวนี้อนุญาตให้คู่หมั้นชาวไทยเข้าอเมริกาได้ 90 วันเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือการแต่งงานกับบุคคลสัญชาติอเมริกันและปรับเปลี่ยนสถานภาพเพื่อให้คงพักอาศัยในสหรับอเมริกาได้ วีซ่าชนิดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้โอกาสคู่รักได้ดูว่าการแต่งงานจะไปรอดหรือไม่และหากว่าไปรอดก็ให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพเสีย ดังนั้นวีซ่าตัวนี้จึงเป็นวีซ่าชั่วคราวเพราะว่ามันมีวันหมดอายุ แต่หากว่าผู้ถือวีซ่า K 1 ทำตามเงื่อนไขวีซ่าและตัดสินใจที่จะแต่งงานในสหรัฐอเมริกา เขาหรือเธอก็สามารถอยู่ในสหรัฐอเมริกาต่อได้โดยมีความยุ่งยากทางกฎหมายเพียงน้อยนิด

โปรดจำไว้ว่าข้อความข้างต้นไม่ทำให้เกิดสิทธิความสัมพันธ์ระหว่างทนายและลูกความ และไม่ควรนำมาเป็นคำแนะนำทางกฎหมายส่วนตัวจากทนายความมีใบอนุญาติแต่อย่างใด

K1 วีซ่า & K1

more Comments: 04

11th May 2010

ในเคสที่วีซ่าถูกปฏิเสธ ก็อาจจะหาทางแก้โดยการยื่นขออภัยโทษได้หากว่าการปฏิเสธเกิดจากการมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเข้าเมืองได้ การขออภัยโทษแบบนี้ เราเรียกว่า I-601 ครั้งหนึ่งหากว่าผู้ขอวีซ่ามีเชื้อ HIV ก็จะถูกปฏิเสธวีซ่าด้วยเหตุนี้เหตุเดียวหากว่าไม่มีเหตุอื่นที่พบอีก อย่างไรก็ตามเร็มๆนี้หน่วยงานคนเข้าเมืองสหรัฐได้เปลี่ยนกฏใหม่ ตามประกาศของ สมาคมนักกฎหมายคนเข้าเมืองอเมริกัน (AILA) :

“ การติดเชื้อ HIV ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ไม่สามารถเข้าเมืองได้อีกต่อไป หากคุณติดเชื้อ HIV ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขออภัยโทษ I-601 เพราะเหตุที่คุณป่วยด้วยเชื้อ HIV อีกต่อไป จากข้อสังเกตุ ในแบบ I-601 มีการลบวิธีการดำเนินการและข้อความใดๆเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ออกไปแล้ว”

นี่ไม่ใช้กฎข้อเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากวิธีการยื่นขออภัยโทษเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเพื่อให้มีความแม่นยำในเรื่องของภูมิลำเนาที่ยื่นเช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์อื่นๆ

“นอกจากนี้ USCIS ได้ประกาศว่ามีการปรับเปลี่ยนวิธีการยื่น และที่อยู่ที่จะต้องยื่นแบบ I-601 การเปลี่ยนสถานที่ยื่นแบบเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้เกิดประโยชน์ของสำนักงาน USCIS ท้องถิ่นและ หน่วยรับเรื่องของ USCIS โดยรวมที่ยื่นแบบและจ่ายค่าธรรมเนียมให้อยู่ที่ หน่วยรับเรื่องหน่วยเดียวเพื่อให้ USCIS สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องของแบบคำร้องและค่าธรรมเนียม ”

วิธีการใช้ศูนย์รับเรื่องนี้ใช้กับกรณียื่นวีซ่าถาวร เช่น IR1 และ CR1 ซึ่งเปิดโอกาศให้ USCIS เตรียมระบบการจัดการกับคำขอวีซ่าได้เนื่องจากมันถูกส่งไปที่สถานที่ๆเดียว อย่างไรก็ดี วีซ่า K1 และ K3 จะต้องยื่นแก่ ศูนย์ USCIS ที่มีเขตอำนาจเท่านั้น

ในกรณีที่ แบบ I-601 นั้นยื่นในต่างประเทศ คำร้องมักถูกยื่นผ่าน สถานทูตหรือกงสุลสหรัฐอเมริกาที่วีซ่าถูกปฏิเสธ ซึ่งนี่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่กงสุลทำความเห็นเกี่ยวกับคำร้องได้ ผู้ที่สนใจจะยื่นคำร้องขออภัยโทษโปรดจำไว้ว่าทนายความสหรัฐอเมริกาที่มีใบอนุญาติ หรือตัวแทนที่มีใบอนุญาติเท่านั้นที่สถานทูตสหรัฐและ USCIS ยอมให้เป็นตัวแทนของเจ้าของเรื่องในการติดต่อได้ นั่นหมายความว่า จะต้องเป็นทนายเท่านั้นจึงจะสามารถเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อการยื่นคำร้องนี้ได้ และหน่วยงานที่เป็นตัวแทนที่ได้รับอนุญาติส่วนใหญ่ที่กระทำการแทนได้ก็มักเป็นหน่วยงานไม่หวังผลประโยชน์ที่เพียงเก็บค่าการเป็นตัวแทน ( ถ้าหากว่าจะมีการเรียกเก็บ ) เมื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพ บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาติให้เป็นตัวแทนลูกความในกระบวนการคนเข้าเมืองไม่สามารถเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อเป็นตัวแทนได้ตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

more Comments: 04

21st April 2010

For information in English please see: National Visa Center.

NVC คืออะไร?

กระบวนการขอรับผลประโยชน์จากการเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาอาจจะยุ่งยากเป็นบางครั้ง แต่โดยภาพรวมแล้วหากว่าเข้าใจขั้นตอนหรือมีการจ้างทนายความผู้มีประสบการณ์ก็อาจจะทำให้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อยๆเกี่ยวกับกระบวนการขอวีซ่าก็คือ NVC คืออะไรและมีหน้าที่อะไร NVC ย่อมาจากศูนย์วีซ่าแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐภายใต้อำนาจของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา NVC มีสำนักงานอยู่ที่ Portsmouth มลรัฐ New Hampshire อำนาจของ NVC คือการดำเนินการคำขอวีซ่าและทำให้แน่ใจว่าคำขอวีซ่าจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ผู้รับผลประโยชน์มีภูมิลำเนาอยู่

NVC ยังรับผิดชอบในการรวบรวมค่าธรรมเนียมวีซ่าถาวร และเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้อเจ้าหน้าที่กงสุลในการพิจารณาคำขอ

กระบวรการดำเนินการของ NVC วีซ่าไม่ถาวรและวีซ่าถาวร

การดำเนินการของ NVC นั้นยุ่งยากและใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าสำหรับวีซ่าถาวร ซึ่งตรงข้ามกับวีซ่าไม่ถาวร กิจกรรมหนึ่งที่ NVC ทำบ่อยๆก็คือการตรวจสอบด้านความมั่นคงและตรวจสอบภูมิหลังของผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 NVC ได้มีบทบาทสำคัญเพื่อทำให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา

NVC นั้นบางครั้งถูกเข้าใจสับสนกับ NBC หรือ ศูนย์ผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งได้รับมอบหมายจาก USCIS ให้จัดการเกี่ยวกับเอกสารก่อนสัมภาษณ์สำหรับการสัมภาษณ์คนเข้าเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับคนที่ต้องการนำคู่หมั้นชาวไทยไปอเมริกาโดยวีซ่า K1 ขั้นตอน NVC มักจะเร็วกว่าผู้ขอวีซ่าอพยพ ซึ่งก็เป็นจริงสำหรับกรณีวีซ่า K3 จากประเทศไทยที่ยื่นคำขอเพิ่มเติม I129F ในกรณีใดๆก็ตาม เมื่อวีซ่าได้รับการอนุมัติจาก USCIS มันจะถูกส่งต่อไปยัง NVC และ เมื่อได้รับอนุมัติคำขอจะถูกส่งไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาหรือสถานกงสุลใหญ่

ขึ้นอยู่กับจำนวนเรื่องที่ NVC กระบวนการอาจจะใช้เวลาจาก 2 ถึง 8 สัปดาห์ ในการดำเนินการและส่งต่อเรื่องไปยังสถานทูตในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแค่ระยะเวลาโดยเฉลี่ยเท่านั้น ระยะเวลาในการดำเนินการสำหรับหน่วยงานของสหรัฐก็มักจะต่างกันไป

เมื่อยื่นคำขอที่ USCIS ในกรุงเทพมหานคร NVC จะไม่เข้ามามีส่วนในขั้นตอนใดๆเนื่องจากคำขอจะถูกส่งตรงไปยังสถานทูตอเมริกาประจำกรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทันที

more Comments: 04

19th April 2010

สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารวีซ่าอเมริกาที่เรียกว่า Notice of Action 2 ซึ่งถูกกล่าวถึงบ่อยในกรณีที่เกี่ยวกับคำขอวีซ่าคู่สมรสและวีซ่าคู่หมั้น กะทู้นี้จะอธิบายว่า Notice of Action 2 คืออะไร และมีความหมายอย่างไรกับคำขอวีซ่าที่อยู่ระหว่างพิจารณา

เมื่อยื่นคำขอวีซ่า เอกสารตอบรับฉบับแรกที่ได้รับจาก USCIS คือใบรับเรียกว่า Notice of Action 1 ( NOA 1 ) เพื่อเป็นการแจ้งแก่ผู้ยื่นขอวีซ่าว่า USCIS ได้รับคำขอวีซ่าแล้ว มีบางกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาเรื่องเห็นว่าต้องมีการยื่นหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่เรื่องจะได้รับการพิจารณา ในกรณีเช่นว่านี้ คำขอหลักฐาน ( รู้จักกันในชื่อ RFE ) จะถูกส่งไปยังผู้ยื่นขอวีซ่า อย่างไรก็ตาม ในกรณีส่วนใหญ่ หลักฐานเพิ่มเติมก็ไม่มีความจำเป็นและหากว่าคำขอวีซ่าได้รับการอนุมัติแล้ว Notice of Action 2 ก็จะถูกส่งไปยังผู้ยื่นขอวีซ่า ถ้าคำขอวีซ่าถูกปฏิเสธ ก็จะมีการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ยื่นเช่นกัน

แม้ว่าจะไม่ค่อยเกิดขึ้นซักเท่าไหร่สำหรับคำขอวีซ่าครอบครัว การปฏิเสธของ USCIS ก็สามารถเกิดขึ้นได้ การปฏิเสธมักเป็นผลมาจากการที่คำร้องนั้นไม่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันแท้จริงระหว่างผู้ยื่นและผู้รับผลประโยชน์ในขณะที่ยื่น หรือในอีกกรณีคือการที่ยิ่นขอวีซ่าผิดประเภท การสมรสตามประเพณีไทยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เข้าใจทางเลือกในการขอวีซ่าอพยพเมริกาได้อย่างผิดๆ ในประเทศไทย หากว่าการสมรสนั้นมิได้เป็นการจดทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ ก็ถือว่ามิได้เป็นการสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมายในสายตาของ หน่วยงานคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาและไม่ถือว่าเป็นเหตุที่ทำให้สามารถขอวีซ่าอพยพเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาได้

ดังนั้น หากว่าคู่รักที่ได้สมรสกันอย่างไม่เป็นทางการยื่นขอวีซ่า IR 1, CR 1 หรือ K3 คำขอก็จะถูกปฏิเสธเพราะว่ามีคุณสมบัติไม่เพียงพอในการออกวีซ่าให้ อย่างไรก็ตามสำหรับคู่รักในกรณีเหล่านี้ คุณสามารถขอวีซ่า K1 ได้

หลังจากที่ USCIS ออก Notice of Action 2 ให้ คำขอจะถูกส่งต่อไปยัง National Visa Center ในกรณีที่เกี่ยวกับวีซ่าอพยพถาวร NVC จะดึงเรื่องไว้นานพอสมควร อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณี ของวีซ่า K1 NVC จะไม่ดึงเรื่องเอาไว้นานสักเท่าไหร่ แต่จะดำเนินการตรวจสอบทางความมั่นคงและส่งต่อเรื่องไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรณีคู่หมั้นชาวไทย จะมีการส่งเรื่องไปยังสถานทูตสหรับอเมริกาประจำกรุงเทพมหานคร กงสุลใหญ่ ประจำเชียงใหม่ จะไม่ดำเนินการวีซ่าอพยพถาวร

more Comments: 04

16th April 2010

For related information in English please see: Request for Evidence.

ในกระทู้คราวก่อน เราได้พูดถึงคำขอวีซ่าเบื้องต้นสำหรับคนรักต่างชาติของบุคคลสัญชาติอเมริกัน ในกระทู้นี้เราจะพูดถึงสิ่งที่ต้องทำในกรณีที่คุณได้รับแบบขอหลักฐานเพิ่มเติมจาก USCIS หลังจากที่ USCIS ได้รับคำขอของบุคคลสัญชาติอเมริกัน ก็จะส่งหนังสือแจ้งที่เรียกว่า Notice of Action 1 หรือ NOA 1 ให้ สำหรับคำขอวีซ่าที่ประสบความสำเร็จก็จะมีการส่ง Notice of Action 1 ตามด้วย Notice of Action 2 หรือหนังสือแจ้งการอนุมัติ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกรณีที่ USCIS เรียกเอกสารเพิ่มเติม ในกรณีที่เรียกหลักฐานเพิ่มเติม (RFE ) ส่วนใหญ่มักเกิดมาจากการที่เอกสารที่ยื่นไปนั้นใช้ไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องยื่นเอกสารที่มีความชัดเจนในการยื่นคำขอวีซ่าต่อ USCIS

เพื่อแก้ปัญหาการได้รับแบบเรียกหลักฐานเพิ่ม คู่รักหลายๆคู่เลือกใช้บริการทนายความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองเพื่อช่วยยื่นคำขอวีซ่าให้ ทนายความที่มีประสบการณ์สามารถทำนายได้ว่าเจ้าหน้าที่คาดหวังจะดูเอกสารอะไรในการที่จะพิจารณาคำขอให้ อย่างไรก็ตามการจ้างทนายไม่ได้การันตีว่าคุณจะไม่ได้รับแบบเรียกขอหลักฐานเพิ่ม แต่ถ้าคุณได้รับแบบดังกล่าว ทนายความก็สามารถดำเนินการแทนคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แบบเรียกขอหลักฐานเพิ่มจะบอกว่าเอกสารอะไรที่ขาดไปหรือใช้ไม่ได้ หลังจากที่ได้ระบุตัวเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าคุณจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไรและจะมีกำหนดยื่นเอกสารภายในระยะเวลาเท่าไรโดยการส่งคำขอเอกสารเพิ่มเติมให้แก่คุณ

อนึ่ง RFE ก็คล้ายๆกับแบบปฏิเสธวีซ่า 221 (g) จากสถานทูตสหรัฐ สาเหตุที่มันเหมือนกันก็เพราะว่าผู้ขอวีซ่าต้องยื่นเอกสารที่ถูกร้องขอก่อนที่จะมีการอนุมัติให้ดำเนินการใดๆต่อไปได้ ความต่างก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ออกแบบคำขอ ในขณะที่ แบบ 221g นั้นออกโดยเจ้าหน้าที่สถานทูตแต่ แบบขอหลักฐานเพิ่มเติมออกโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง ในกรณีทั้งสองเอกสารที่ถูกร้องขอเพิ่มเป็นไปเพื่อประกอบการพิจารณาเพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับผลประโยชน์ในคำขอวีซ่าสมควรได้รับสิทธิประโยชน์จริง

ในกรณีคำขอวีซ่า K1 เจ้าหน้าที่มักเรียกหลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์ที่แท้จริงหรือสถานภาพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในกรณีคำขอวีซ่า K3 หรือ CR1 เจ้าหน้าที่มักขอหลักฐานยืนยันสถานภาพสมรสของคู่รักหรือสถานภาพของบุคคลก่อนการสมรสจะมีขึ้น

more Comments: 04

13th April 2010

For information in English please see: marriage registration.

มีคนหลายคนแต่งงานในประเทศไทยในแต่ละปี เราได้รับคำถามเกี่ยวกับการยอมรับการสมรสในประเทศไทยจากลูกค้าชาวต่างชาติมากมาย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศในระบอบคอมมอนลอว์ และเพราะเหตุนั้นการสมรสตามกฎหมายคอมมอนลอว์ไม่สามารถใช้ยันในศาลไทยได้ นั่นหมายความว่าแม้ประเทศไทยจะเป็นระบบกฎหมายซีวิลลอว์ การแต่งงานตามประเภณีหรือตามศาสนายังคงเป็นเรื่องที่ปกติ นี่อาจจะมีสาเหตุมาจากการจดทะเบียนสมรสเป็นไปค่อนข้างยาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบกฎหมายไทยและหน่วยงานราชการของไทย

ในประเทศไทย การสมรสคือการจดทะเบียนที่สำนักงานอำเภอ สำนักงานนี้เป็นหน่วยงานที่รับข้อมูลด้านสำมะโนประชากร และในระบบอเมริกันเราเรียกว่า Court Clerk อำเภอจะเก็บข้อมูลของบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนั้นๆ ดังนั้นอำเภอจะเก็บข้อมูลการเปลี่ยนชื่อ การสมรส การเกิด และการตายในประเทศไทย เป็นไปได้ที่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยสองคนจะสมรสกันในประเทศไทย อนึ่ง สำนักงานแต่ละแห่งจะมีระเบียบภายในของตนเอง ดังนั้นคุณควรปรึกษาทนายเพื่อช่วยเหลือในการจดทะเบียนสมรส

เมื่อมีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยแล้ว คำถามคือ สหรัฐอเมริกายอมรับการสมรสนั้นหรือไปไม่ พูดง่ายๆก็คือ ยอมรับ ตามเว็บไซต์ของสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทยนั้น ในกรณีที่การสมรสได้ทำขึ้นตามกฎหมายในราชอาณาจักร ประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับความสมบูรณ์ของการสมรสนั้นนี่เป็นคำถามสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเกี่ยวกับวีซ่าสหรัฐอเมริกา หากว่าการสมรสของคู่สมรสนั้นไม่ได้รับการยอมรับจากสหรัฐอเมริกา คำขอวีซ่า CR1 หรือ K3 สำหรับคู่สมรสก็จะถูกปฏิเสธ เนื่องจากคู่สมรสไม่มีคุณสมบัติที่จะออกวีซ่าให้ อีกทั้งสำหรับคู่รักที่ต้องการขอวีซ่า K1 สำหรับคู่หมั้น ก็อาจจะเกิดมาจากการที่ทั้งคู่ได้สมรสกันในประเทศไทยโดยคิดว่าสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับการสมรสนั้น ในกรณีนั้น USCIS จะถูกบังคับให้ต้องปฏิเสธคำขอเนื่องจากคำขอขาดคุณสมบัติ เจตนาที่จะสมรส ไม่ใช่จากการสมรสนั้น

มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสของไทยที่ต้องเกี่ยวกับการทำสัญญาก่อนสมรส ในประเทศไทย สัญญาก่อนสมรสจะถูกบันทึกไว้พร้อมกับการจดทะเบียนสมรสที่อำเภอใน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดดูเรื่อง สัญญาก่อนสมรสของไทย

เพื่อเป็นการสรุป การสมรสที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องในประเทศไทยถือว่าสมบูรณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเพื่อวัตถุประสงค์ในการขอวีซ่าอเมริกา หรือเพื่อผลประโยชน์ทางกฎหมายคนเข้าเมืองอื่นๆ ดังนั้นการสมรสในประเทศไทยไม่ใช่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อย เมื่อคิดจะทำการสมรสในประเทศไทย โปรดจำไว้ว่าการสมรสนั้นจะถูกปฏิบัติเหมือนการสมรสที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

more Comments: 04

12th April 2010

For information in English please see: US Visa Thailand.

การถูกปฏิเสธวีซ่าไม่ใช่สิ่งที่คนที่กำลังศึกษาข้อมูลเพื่อขอวีซ่าอยากจะนึกถึง อย่างไรก็ตามการที่วีซ่าถูกปฏิเสธเกิดขึ้นและหากเราทำความเข้าใจเหตุผลของการถูกปฏิเสธ ก็อาจจะทำให้ผู้ที่คิดจะอพยพเข้าเมืองทำการตัดสินใจโดยอ้างอิงข้อมูลว่าจะต้องมีวิธีการในการเข้าเมืองอย่างไร

เมื่อพูดถึงการเข้าเมืองโดยเหตุผลทางครอบครัว การประเมินที่ผิดพลาดก็มักจะเกี่ยวข้องกับการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น หากว่าบุคคลสัญชาติอเมริกันมีคู่หมั้นชาวไทยและเขาต้องการช่วยขอวีซ่าท่องเที่ยวให้กับเธอ วีซ่าก็มักจะถูกปฏิเสธ เรื่องที่ไม่ได้เกิดจากอคติใดๆของเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกัน แต่ว่ามันมีเหตุมาจากกฎหมายคนเข้าเมืองอเมริกัน

น่าจะดีที่สุดหากจะยกเอาประโยคพื้นๆจากเว็บไซติกระทรวงต่างประเทศสหรัฐมาให้อ่านกัน

มาตรา 214(b) เป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติกล่าวว่า

บุคคลต่างด้าวทุกคนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจะเป็นผู้อพยพ จนกว่าผู้นั้นสามารถแสดงให้พอใจแก่เจ้าหน้าที่กงสุล ในเวลาที่ยื่นคำขอเข้าเมือง ว่าบุคคลผู้นั้นสามารถได้รับสถานภาพผู้เข้าเมืองไม่อพยพ

ในอันที่จะมีคุณสมบัติในการออกวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนให้ ผู้ขอจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรา 101(a)(15)(B) หรือ (F)แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติ การไม่สามารถแสดงคุณสมบัติดังกล่าวได้จะทำให้มีเหตุในการปฏิเสธวีซ่าตามมาตรา 214(b) เหตุผลพื้นฐานของการปฏิเสธตามมาตรานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติที่ว่านักท่องเที่ยวหรือนักเรียนนักศึกษาผู้นั้นต้องมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งไม่มีเจตนาละทิ้ง ผู้ขอวีซ่าสามารถพิสูจน์การมีอยู่ของถิ่นที่อยู่นั้นโดยการแสดงความเชื่อมโยงที่บีบบังคับให้ต้องออกจากประเทศสหรัฐเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา กฎหมายกำหนดให้เป็นภาระการพิสูจน์ของผู้ยื่นขอวีซ่า

การเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพมักจะเป็นอุปสรรคขนาดใหญ่แต่การปฏิเสธวีซ่าภายใต้มาตรานี้เพิ่งจะแพร่หลายหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการหลายๆอย่างในการขอวีซ่าไม่อพยพ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวจะต้องถูกสัมภาษณ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ การเปลี่ยนแปลงข้อนี้ รวมถึงมาตรการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นทำให้วีซ่าท่องเที่ยวถูกปฏิเสธมากขึ้น ในหลายๆกรณีการปฏิเสธตามมาตรา 214b เกิดจากการที่ผู้ขอวีซ่าไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าจะกลับมายังประเทศแม่ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดจะออกจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อผู้ขอวีซ่าเป็นคนรักของบุคคลสัญชาติอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลสัญชาติอเมริกันนั้นพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นไปได้อยากที่จะมีการอนุมัติวีซ่าท่องเที่ยวให้นอกจากว่าผู้ขอจะสามารถแสดง ความเกี่ยวโยงที่แข็งแรง ต่อประเทศแม่ให้ประจักษ์ อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เสียเวลาและทรัพยากร น่าจะเป็นการดีกว่าที่คู่รักจะขอวีซ่า K1 หรือ K3 วีซ่า K1 เป็นวีซ่าชั่วคราวที่ให้คุณอยู่ในสหรัฐอเมริกาได้เป็นการชั่วคราว แต่เปิดช่องว่างภายใต้ทฤษฎีเจตนามากกว่าหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นผู้ถือกรีนการ์ดอเมริกา

more Comments: 04

The hiring of a lawyer is an important decision that should not be based solely on advertisement. Before you decide, ask us to send you free written information about our qualifications and experience. The information presented on this site should not be construed to be formal legal advice nor the formation of a lawyer/client relationship.