Integrity Legal

Archive for May, 2010

31st May 2010

For the original posting in English please see: US Visa Thailand

สำหรับคนอ่านกระทู้ของผู้เขียนบ่อยๆ  อาจจะเข้าใจหลักพื้นฐานของสิทธิทางด้านคนเข้าเมืองของบุคคลที่นิยมเพศเดียวกัน ( Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender ) กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน รวมถึงพระราชบัญญัติปกป้องสิทธิทางการสมรส กำหนดว่าคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีสองสัญชาติถูกห้ามไม่ให้รับสิทธิตามกฎหมายคนเข้าเมืองอิงถึงการสมรสเพศเดียวกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย คู่รักตามกฎหมาย หรือ คู่สมรสโดยไม่จดทะเบียน นั่นหมายความว่า ในปีที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่น เจอรี่ แนดเลอร์ ได้เสนอกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อ พระราชบัญญัติการรวมครอบครัวอเมริกัน หรือ UAFA ซึ่งกำหนดวิธีการขอรับประโยชน์ทางกฎหมายคนเข้าเมืองสำหรับคู่รักถาวรที่มีเพศเดียวกัน ในกระทู้ก่อนๆ ผู้เขียนได้พูดเรื่องการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองให้ครอบคลุม และ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายคนเข้าเมืองของอเมริกา ที่อาจจะมีหรือไม่มี ในเรื่องที่อนุญาติให้คู่รักเพศเดียวกันที่มีสัญชาติต่างกัน ขอรับผลประโยชน์ตามกฎหมายคนเข้าเมืองตามหลักของครอบครัวได้ ในกระทู้ก่อนเราพูดถึงร่างกฎหมายปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองที่เสนอโดยสมาชิกสภารัฐอิลลินอยส์ ลูอิส กุทเทอเรส และ ร่างที่ว่าไม่ได้รวมถึงผลประโยชน์ด้านกฎหมายคนเข้าเมืองของบุคคลเพศเดียวกัน หมายเหตุ บทความข้างล่างตัดมาจาก WashingtonBlade.com:

สมาชิกสภาผู้ทรงอิทธิพลหัวก้าวหน้าด้านกฎหมายคนเข้าเมืองได้แนบรวมข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปกป้องคู่รักที่มีสัญชาติต่างกันประเภท เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล และบุคคลแปลงเพศ เป็นส่วนหนึ่งของร่างปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองให้ครอบคลุม จากปฐากฐาเมื่อวันพฤหัส สมาชิกสภา ลูอิส กุทเทอเรส (รัฐอิลลินอยส์) ได้กล่าวสรุปได้ว่าร่างพรบ.ปฏิรูปนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอนุญาติให้คนอเมริกันสามารถสนับสนุนการมีถิ่นฐานในสหรัฐให้แก่คู่รักร่วมเพศของตนได้  “ความพยายามในการที่จะแก้ไขระบบกฎหมายคนเข้าเมืองที่แตกร้าวและปกป้องสิทธิพื้นฐานจะไม่เป็นการครอบคลุมกาดว่าเราไม่รวมเอาคู่รักเพศเดียวกันเข้าไปด้วย”  เขากล่าวว่าการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้คู่รักร่วมเพศราวๆ 36,000 คู่ได้อยู่ด้วยกันในสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่าร่างพระราชบัญญัติรวมครอบครัวอเมริกัน  ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มองหาการรวมรวมพระราชบัญญัติเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองในสภาคองเกรส กุทเทอเรสมีนัดประกาศการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของเขาในวันจันทร์ในงานแถลงข่าวที่ชิคาโก อิลลินอยส์ ร่วมกับสมาชิกฯ ไมค์ คลิกลีย์ และ สมาชิกสภาเกย์ จาเร็ด โปลิส ( โคโลราโด)  ซึ่งสนับสนุนการรวบรวมคู่รักร่วมเพศเข้าไปในการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมือง   ปลายปีที่แล้ว กุทเทอเรสเสนอร่างฉบับของเขาซึ่งเป็นทางเลืกของร่างพรบ.ที่กำลังปฏิบัติกันในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามแม้ว่ากุทเทอเรสจะเป็นผู้สนับสนุนร่วมในหการยกร่างกฎหมาย ร่างกฎหมายก็ไม่ได้รวมเรื่องของคู่รักร่วมเพศไว้ดังที่กล่าว จากคำบอกเล่าของคนในสำนักงานของกุทเทอเรส กล่าวว่า การประกาศครั้งล่าสุดของนักนิติบัญญัติผู้นี้เป็นการยืนยันการรวมเอาสิทธิคู่รักร่วมเพศไว้ในการปฏิรูปที่ครอบคลุม

ในกระทู้ก่อนๆซึ่งพูดถึงการเสนอร่างปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองให้ครอบคลุม  ผู้เขียนพบว่า โชคไม่ดีที่ประเด็นการเข้าเมืองของคู่รักร่วมเพศไม่ได้มีการพูดถึงในตัวร่าง นั่นหมายความว่าอย่างไรก็ดีผู้เขียนก็ยังดีในที่ประเด็นนี้ได้ถูกนำมาพูดถึงในเรื่องของการปฏิรูป และหากว่าประเด็นป่านก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายคนเข้าเมืองกลางครั้งใหญ่ในอย่างน้อยที่สุด 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้การที่มันถูกหยิบยกมาพูกถึงก็เหมือนเป็นสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ว่ากฎหมายคนเข้าเมืองอเมริกันจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สิทธิแก่คู่รักที่ในขณะเวลาที่กำลังเขียนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ในสหรัฐอเมริกาเช่นคู่รักต่างเพศ

more Comments: 04

29th May 2010

For those who read this blog on a regular basis a common theme is that of LGBT immigration rights. US Immigration law, under current regulations including the Defense of Marriage Act (DOMA), dictates that Same-Sex Bi-National Couples are legally precluded from receiving US Immigration benefits based upon a legally solemnized same sex marriage, civil partnership, or civil union. That said, in recent years, Congressional Representatives such as Jerry Nadler have introduced legislation, often referred to as the Uniting American Families Act or simply UAFA, that would provide a means of applying for Immigration benefits for same-sex “permanent partners.” In previous blog posts, this author has discussed Comprehensive Immigration Reform and how changes in American Immigration law may, or may not, change the current rules in order to allow bi-national same sex partners to apply for family immigration benefits. In a previous blog post, we discussed recently proposed Comprehensive Immigration Reform legislation introduced by Illinois Representative Luis Gutierrez and how said draft legislation did not include provisions for same sex immigration benefits. On that note, the following was posted on the WashingtonBlade.com:

An influential pro-immigrant U.S. House member has endorsed including protections for LGBT bi-national couples as part of comprehensive immigration reform legislation. In a statement Thursday, Rep. Luiz Gutierrez (D-Ill.) said inclusion of language allowing LGBT Americans to sponsor foreign partners for residency in the United States is an important part of a broader reform bill. “Our efforts to fix our broken immigration system and protect basic civil rights are not truly comprehensive if we exclude same-sex couples,” he said. Standalone legislation that would enable an estimated 36,000 bi-national same-sex couples to stay together in the United States is known as the Uniting American Families Act. Proponents of the legislation have been seeking inclusion of UAFA as part of upcoming comprehensive immigration reform legislation in Congress. Gutierrez is schueduled to announce officially his support for inclusion of UAFA on Monday at a press conference in Chicago, Ill. Joining him at the conference will be Rep. Mike Quigley (D-Ill.) and gay Rep. Jared Polis (D-Colo.), who also support inclusion of LGBT couples in immigration reform. Late last year, Gutierrez introduced his own version of comprehensive immigration reform legislation that was seen an alternative to the working bill expected later. However, even though Gutierrez is a co-sponsor of UAFA, the legislation didn’t include UAFA-like language. According to the statement from Gutierrez’ office, the lawmaker’s recent announcement means he’s “recommitting himself” to inclusion of specific UAFA-like language as part of comprehensive reform…

In the previous post in which this proposed Comprehensive Immigration Reform (CIR) legislation was discussed this author found it unfortunate that LGBT Immigration issues were not mentioned in the provisions of the draft legislation. That said, this author is happy to see that the issue of Same-Sex and LGBT Immigration rights is being discussed within the context of CIR. Should it come to pass, Comprehensive Immigration Reform will likely represent one of the most important changes to Federal Immigration law in, at least, the past 25 years. With this in mind, the fact that LGBT Immigration is currently being discussed within the context of CIR at least hints at the possibility that US Immigration law will be modified in order to grant benefits to those couples who, at the time of this writing, cannot be re-united in the United States in the same manner as so-called “different-sex” couples.

For further related information please see: US Visa Thailand, K1 visa, same sex visa or same sex marriage.

more Comments: 04

28th May 2010

คำถามที่ถามกันมากสำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะพาคนรักจากประเทศไทยไปอเมริกาก็มักจะเกี่ยวกับว่า เป็นไปได้ไหมที่จะขอวีซ่าท่องเที่ยวจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาที่กรุงเทพฯ แก่นของปัญหาการขอวีซ่าท่องเที่ยวก็คือการที่ผู้ขอไม่สามารถเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพของเจ้าหน้าที่กงสุลได้

วีซ่าท่องเที่ยวกับเจตนาอพยพ

ภายใต้มาตรา 214 (b) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติ เจ้าหน้าที่กงสุลประจำสถานทูตจำต้องสันนิษบานไว้ก่อนว่าผู้ขอวีซ่าชั่วคราวทั้งหมดมีเจตนาอพยพ ในอันที่ผู้ขอวีซ่าจะเอาชนะข้อสัณนิษฐานดังกล่าว เขาจะต้องแสดงหลักฐานว่าเหตุผลมีน้ำหนักพอที่จะกลับมายังประเทศไทยหลังจากไปสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังฐานเหล่านั้นก็ได้แก่ สัญญาจ้างงานในประเทศไทยด้วยเงินเดือนสูงๆ ( เงินเดือนในตัวของมันเองนั้นไม่ได้กระตุ้นความสนใจของเจ้าหน้าที่กงสุลซักเท่าไร แต่มันเนื่องมาจากเหตุที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทิ้งงานเงินเดือนสูงๆไปเป็นแน่ต่างหาก ) ความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่เหนียวแน่นในประเทศไทย และ การลงทุนในประเทศไทยที่ยากจะละทิ้งไป ( อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อม ฯลฯ ) นี่ไม่ใช่ทั้งหมดแต่เพียงให้คุณเห็นภาพว่าเจ้าหน้าที่กงสุลอยากจะเห็นอะไรตอนที่ต้องพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าสามารถเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพได้หรือไม่

แฟนหรือสามีชาวอเมริกัน เป็นเหมือน “ยาพิษ” สำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือปล่าว?

บางคนเชื่อว่าการมีคู่ครองเป็นชาวอเมริกันนั้นถือเป็นการปฏิเสธวีซ่าท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้เขียนไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ในทางกลับกัน ถ้าผุ้ขอวีซ่าชาวไทยมีคนรักชาวอเมริกัน ผู้ขอวีซ่าก็ยังต้องเอาชนะข้อสันนิษฐานว่าจะอพยพอยู่ดีนั่นเอง ความต่างของการมีแฟนชาวอเมริกันหรือไม่มันขึ้นอยู่กับว่าคู่รักนั้นๆตั้งใจจะใช้วีซ่าท่องเที่ยวเป็นทางสะดวกในการอพยพไปสหรัฐอเมริกาโดยวิธีการขอวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปเปลี่ยนสถานภาพเป็นกรีนการ์ดหรือไม่ เรียกง่ายๆก็คือคู่รักจะต้องแสดงให้เห็นว่าใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเหตุผลที่แท้จริงของมัน ซึ่งก็คือ เพื่อการท่องเที่ยวนั่นเอง

ถ้าวีซ่า K 1 เป็นวีซ่าชั่วคราว แล้วทำไมคู่หมั้นชาวไทยยังอยู่ในอเมริกาได้ล่ะ?

ในมุมหนึ่งวีซ่า K 1 เป็นส่วนผสมของวีซ่าชั่วคราวและวีซ่าถาวร วีซ่าตัวนี้อนุญาตให้คู่หมั้นชาวไทยเข้าอเมริกาได้ 90 วันเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือการแต่งงานกับบุคคลสัญชาติอเมริกันและปรับเปลี่ยนสถานภาพเพื่อให้คงพักอาศัยในสหรับอเมริกาได้ วีซ่าชนิดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้โอกาสคู่รักได้ดูว่าการแต่งงานจะไปรอดหรือไม่และหากว่าไปรอดก็ให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพเสีย ดังนั้นวีซ่าตัวนี้จึงเป็นวีซ่าชั่วคราวเพราะว่ามันมีวันหมดอายุ แต่หากว่าผู้ถือวีซ่า K 1 ทำตามเงื่อนไขวีซ่าและตัดสินใจที่จะแต่งงานในสหรัฐอเมริกา เขาหรือเธอก็สามารถอยู่ในสหรัฐอเมริกาต่อได้โดยมีความยุ่งยากทางกฎหมายเพียงน้อยนิด

โปรดจำไว้ว่าข้อความข้างต้นไม่ทำให้เกิดสิทธิความสัมพันธ์ระหว่างทนายและลูกความ และไม่ควรนำมาเป็นคำแนะนำทางกฎหมายส่วนตัวจากทนายความมีใบอนุญาติแต่อย่างใด

K1 วีซ่า & K1

more Comments: 04

27th May 2010

For those who bring a foreign fiance or fiancee to the United States of America, an often asked question is: “What if my fiancee wants to work in the USA prior to her adjustment of status?” The answer to this question is somewhat complicated. When a foreign fiancee or spouse enters the United States on a non-immigrant K1 visa or K3 Visa, the entrant is generally not authorized to take up employment in the USA until that alien either adjusts status to permanent residence (Green Card) or obtains employment authorization. Recently, the United States Citizenship and Immigration Service (USCIS) announced that, in an effort to decrease immigration fraud, new Employment Authorization Documents are to be issued. The following is a direct quote from USCIS’s official statement:

U.S. Citizenship and Immigration Services (USCIS) today announced that it has revised the Employment Authorization Document (EAD), or Form I-766, to incorporate the addition of a machine-readable zone on the back of the card.. This update to the EAD is part of USCIS’s ongoing efforts to deter immigration fraud. Starting May 11, USCIS began issuing the revised EAD cards. The machine-readable zone is compliant with International Civil Aviation Organization standards. USCIS also removed the two-dimensional bar code on the backside of the card and moved the informational box of text to just beneath the magnetic stripe on the card. The revised card retains all of its existing security features.

In most cases, foreign fiancees or spouses of US Citizens opt to wait for permanent residence before taking up employment. However, in some instances this is not the case as there are increasing numbers of foreign fiancees and spouses who work for multi-national companies. These international businesses sometimes wish to have their non-US Citizen employee start work in the USA as soon as they can. Therefore, there are situations in which speedy employment authorization is a necessity.

In the past, K3 Visa holders could seek employment authorization at the port of entry when they entered the USA. As the K-3 Visa is being increasingly phased out, this method of receiving employment authorization is being employed less frequently. Another issue that often arises in the context of Employment Authorization is that of advance parole. Holders of a US fiance visa cannot leave the United States prior to adjustment of status and simultaneously maintain their lawful K1 status unless they apply for, and receive, an advance parole travel document.  In some cases, couples making an application for advance parole will also make an application for an EAD in order to work in the USA.

more Comments: 04

26th May 2010

In recent postings on this blog, this author has discussed proposed fee increases for Consular services at US Embassies and Consulates outside of the United States of America.  Recently the American State Department made the following announcement:

The Department is increasing fees to ensure sufficient resources to cover the rising cost of processing nonimmigrant visas. This increase applies both to nonimmigrant visas placed in passports and to border crossing cards issued to certain applicants in Mexico. The new, tiered fee structure was created to cover the higher unit costs for processing certain categories of nonimmigrant visas that are more complicated and require more in-depth consideration than most other categories of nonimmigrant visas. The Department is required to recover, as far as possible, the cost of processing nonimmigrant visas through the collection of the application fees. For a number of reasons, including new security enhancements, the $131 fee set on January 1, 2008 no longer covers the current, actual cost of processing nonimmigrant visas. Under the new schedule of fees, applicants for all visas that are not petition-based, including B1/B2 tourist and business visitor visas and all student and exchange visitor (F, M and J) visas, will pay a fee of $140. Applicants for petition-based visas will pay an application fee of $150. These categories include:


· H visa for temporary workers and trainees
· L visa for intracompany transferees
· O visa for aliens with extraordinary ability
· P visa for athletes, artists and entertainers
· Q visa for international cultural exchange visitors
· R visa for religious occupations

The application fee for K visas for fiancé(e)s of U.S. citizens will be $350. The fee for E visas for treaty-traders and treaty investors will be $390.

The last portion of this announcement is of the most pressing concern to those wishing to bring a Thai loved one to the USA. Many Americans opt to use a K1 visa to bring a Thai fiancee to the United States. In the past, many also utilized the K3 Visa to bring Thai spouses to the USA. At the time of this writing the National Visa Center (under the authority of the Department of State) is administratively closing all I-129f petitions for K3 Visas if the underlying I-130 petition has been submitted to the NVC concurrently with, or prior to, the submission of the I-129f petition. Therefore, the increase in fees is unlikely to have a major impact upon those seeking a US marriage visa as the vast majority of US Marriage visas being processed out of any US Consulate or US Embassy are immigrant visas (CR1 or IR1) rather than non-immigrant K3 visas.

For further general information about US Immigration from Thailand please see: Fiance Visa Thailand.

more Comments: 04

25th May 2010

As the world becomes ever more integrated due to economic globalization international organized crime has increased. One issue that has become increasingly concerning for law enforcement agencies around the globe is human trafficking. Many of the people in less developed nations wish to travel to wealthier industrialized countries in order to enjoy the benefits of relatively higher wages. This leads to the growth of “human smugglers” who specialize in assisting illegal immigrants by transporting them from their home country to their desired destination. Unfortunately, a great deal of evidence has been brought to light which suggests that many of these immigrants are placed in conditions which could easily be described as inhumane and many of them are further forced to work under difficult conditions in order to pay back their smugglers for transporting them to their new country.

Recently, the website ThaiVisa.com posted the following:

“Two Japanese men have been arrested in Thailand on suspicion of people smuggling, a police spokesman said Tuesday. The first man, identified by police only by his surname, Bekku, was arrested Monday when he tried to renew his visa. The second man, Tanaka, was arrested later at his apartment in Bangkok. The pair, both in their 60s, are accused of involvement in smuggling people from Thailand and its neighbouring countries. ‘They were arrested on warrants issued by the Japanese police on charges of human smuggling,’ said the spokesman, Major General Manoo Mekmok.”

Under Section 212(a)(2)(H)(i) of the United States Immigration and Nationality Act:

Any alien who commits or conspires to commit human trafficking offenses in the United States or outside the United States, or who the consular officer, the Secretary of Homeland Security, the Secretary of State, or the Attorney General knows or has reason to believe is or has been a knowing aider, abettor, assister, conspirator, or colluder with such a trafficker in severe forms of trafficking in persons, as defined in the section 7102 of title 22, is inadmissible.

Clearly, United States Immigration law takes the issue of human trafficking very seriously as it should since human trafficking is a major issue that causes many deaths each year while concurrently undermining the foundations of international law. Furthermore, those who are found guilty of offenses involving human trafficking are likely to be found inadmissible to the United States of America indefinitely as this ground of inadmissibility cannot be remedied through use of an I-601 waiver.
To learn more about US Immigration please see: US Visa Thailand.

more Comments: 04

23rd May 2010

Please be advised that the following was posted on the official website of the US Embassy in Bangkok, Thailand:

Updated Warden Message: Curfew Extended, Embassy to Reopen on May 25

(May 23, 2010) This warden message alerts U.S. citizens traveling to and residing in Thailand that the Royal Thai Government through the Center for the Resolution of the Emergency Situation (CRES) has announced that it will impose a shortened curfew for at least one more day and will evaluate the need to extend the curfew on a day-to-day basis.  To find out if the Royal Thai Government has extended the curfew, please refer to local media and our website.  We will not send out another email warden message solely regarding the curfew, but will update this message on our website.

The curfew is in place tonight, Sunday, May 23 from 11:00pm to 5:00am.  This curfew applies to the Bangkok metropolitan area and to the Thai provinces listed below.  Royal Thai Government officials may change this list after this Warden Message is sent out, so please refer to media or local officials for the latest information.  Reports indicate that troops have authority to shoot on sight in response to acts of inciting unrest.  American citizens should maintain a low profile and refrain from nighttime outside activity until the situation improves.

If you will be flying out of Bangkok in the next several days, we recommend that you leave for the airport well in advance of the curfew hours.  If you are arriving at a Bangkok airport during curfew hours, we recommend that you stay at the airport until after curfew hours.  Reports indicate that Airports of Thailand (AOT) may coordinate transportation for passengers from Suvarnabhumi Airport to a few central locations in Bangkok during curfew hours.  However, they are evaluating providing this service on a day-to-day basis.  Passengers may not be able to find any transportation from Suvarnabhumi Airport to Bangkok during curfew hours and may need to wait until after curfew hours to go to Bangkok.

The U.S. Embassy, including visa operations, will be closed Monday, May 24.  We will reopen all operations, including all consular services, on Tuesday, May 25.  On Monday, May 24, American Citizen Services (ACS) will be at our temporary location at the Westin Grand Sukhumvit.  Please see details in our recent announcement. ACS is also available by phone at 02-205-4049.  For after-hours emergencies, please call 02-205-4000.


A curfew from 11:00pm to 5:00am has been declared in the following provinces:

·       Ayuthaya

·       Bangkok metropolitan area

·       Chaiyaphum

·       Chiang Mai

·       Chiang Rai

·       Chonburi

·       Kalasin

·       Khon Kaen

·       Lampang

·       Mahasarakham

·       Mukdaharn

·       Nakhon Pathom

·       Nakhon Ratchasima

·       Nakhon Sawan

·       Nan

·       Nong Bua Lamphu

·       Nonthaburi

·       Pathum Thani

·       Roi Et

·       Sakon Nakhon

·       Samut Prakarn

·       Sisaket

·       Ubon Ratchathani

·       Udon Thani

U.S. citizens are reminded that even demonstrations intended to be peaceful can turn confrontational and escalate into violence with little or no warning.  U.S. citizens are urged to avoid the areas that may be targeted for demonstrations and to exercise caution in their movements around Bangkok.

Since May 15, 2010, the Department of State has advised U.S. citizens to avoid all travel to Bangkok and all non-essential travel to the rest of Thailand.  You should review the Department’s most recent Travel Warning for Thailand.

The Department strongly encourages U.S. citizens in Thailand to register with the Consular Section of the U.S. Embassy in Bangkok or through the State Department’s travel registration website. For information on general crime and security issues, U.S. citizens may also consult the Department of State’s Country Specific Information for Thailand and the Worldwide Caution, located at the Department of State’s Bureau of Consular Affairs website.  U.S. citizens may also obtain up-to-date information on security conditions by calling 1-888-407-4747 from the United States and Canada, or 202-501-4444 from overseas.

The American Citizen Services section of the U.S. Embassy Bangkok is located at 95 Wireless Road, Bangkok 10330, Thailand.  The American Citizen Services Unit of the U.S. Embassy can be reached by calling 66-2-205-4049 and by e-mail at acsbkk@state.gov.  The emergency after-hours telephone number is 66-2-205-4000.

Please note that the Embassy is scheduled to resume normal operations on Tuesday May 25th. That being said, routine follow-up matters for the Immigrant Visa Unit can only be dealt with on Monday and Wednesday afternoons. Therefore, document remittances in response to 221g refusals for travel documents such as the K1 visa or the CR1 Visa will likely only be accepted on Wednesday May 26, 2010.

For more information about recent Post closures in Bangkok please see: US Embassy. For information about attorney assistance with American Immigration matters please see: US Visa Thailand.

more Comments: 04

22nd May 2010

Please be advised that the following was posted upon the official website of the United States Embassy in Bangkok, Thailand:

IMPORTANT ANNOUNCEMENT

U.S. Embassy Visa Services Closed May 24, 2010

Due to continuing security concerns in the area and access issues on Wireless Road, the U.S. Embassy is currently operating under emergency personnel staffing only.  The Non-immigrant and Immigrant Visa sections will be closed May 24, 2010.  If you have a non-immigrant visa interview appointment scheduled for May 24, 2010, your appointment will be rescheduled.  As soon as the U.S. Embassy has determined the situation to be safe for Embassy Consular staff to return to work and for visa applicants to travel to the Embassy for visa appointments, we will advise those impacted through e-mail or phone with details on new appointment dates.  Please Note:  As a large number of people have been affected by these events, and the volume of appointments that have been scheduled for the upcoming weeks, it will not be possible to consider expedited appointments.  We apologize in advance for any inconvenience this has caused.

Frequently Asked Questions

How can I reschedule my appointment?

At present, we must ask applicants with visa appointments scheduled for the period of May 14 through May 24 to wait until the Embassy has determined when that it is safe to conduct visa appointments.  All those impacted by this unexpected closure will be notified through the e-mail address or phone number provided during the visa interview appointment process.

I had a visa appointment scheduled during the period of May 14 – May 24.  I have urgent travel to the United States, what can I do?

Unfortunately, due to the current security situation, the U.S. Embassy Visa Services is currently closed.  We are unable to reschedule any visa appointments for applicants who had appointments made for the period of May 14 – May 24 and will be unable to accommodate expedited appointments.  We suggest that you make alternate travel plans.

I had a visa appointment scheduled during the period of May 14 – May 24.  Can I reschedule my appointment at another U.S. Embassy in a neighboring country?

Each U.S. Embassy has its own scheduling system and requirements for visa applicants.  Fees paid in Thailand for the visa interview cannot be used abroad.

I had a visa appointment scheduled during the period of May 14 – May 24.  Can I reschedule my appointment for the U.S. Consulate General in Chiang Mai?

The U.S. Consulate General in Chiang Mai has its own appointment system and you must live within their consular district to schedule an appointment there.  Please see http://chiangmai.usconsulate.gov/ for more information.

I had a visa appointment scheduled during the period of May 14 – May 24.  Can I make a special request?

Due to the current security situation, the U.S. Embassy Visa Services will be closed for the period of May 14 – May 24.  As such, we will be unable to reply to visa inquiries and/or special requests during that period.  We sincerely apologize for the inconvenience our disruption of service has caused.

I am an immigrant visa applicant – can I come in for my scheduled appointment, to drop off documents, or to pick up my visa?

If you had/have an immigrant visa appointment for the period of May 14 – May 24, it will be rescheduled.  You will be contacted with a new date and time once the Embassy reopens.  If you have been told to bring in documents on Mondays or Wednesdays, or to come in to pick up your visa, please do not come in until the Embassy reopens.  Please look for announcements on the Embassy website.

The documentation mentioned above is likely referencing 221g refusals or requests for other types of documentation related to the issuance of travel documents such as, but not limited to, the K1 visa, the K3 Visa, or Immigrant visas such as the CR1 Visa and the IR1 Visa.

For further information about American attorney assistance in Immigration matters as well as Consular Processing in Bangkok, Thailand please see: US Embassy Bangkok and/or US Embassy Thailand.

more Comments: 04

21st May 2010

To see this information in English please see: US visa denial

อย่างที่ผู้เขียนได้เคยพูดไว้ในกระทู้ก่อนๆ เหตุผลหลักๆที่ทำให้วีซ่าอเมริกาถูกปฏิเสธขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเข้าเมืองได้ ในเคสนั้นๆ เหตุหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่กงสุลพบว่าผู้ขอวีซ่าทำความผิดทางอาญาเกี่ยวกับศีลธรรม ( CIMT ) นั่นหมายความว่า บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะวินิจฉัยว่าความผิดที่ผู้ขอวีซ่ากระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่ คู่มือทางกิจการต่างประเทศกล่าวถึงลักษณะของความผิดที่เป็นความผิดเกี่ยวกับศีลธรรมเอาไว้ ด้านล่างคือข้อความบางส่วนที่ตัดตอนมา

ข้อ9 คู่มือทางกิจการต่างประเทศ 40.21(a) N 2.3-1 ความผิดต่อทรัพย์สิน

( CT. VISA-1318;09-24-2009 )

เอ. ความผิดทางอาญาส่วนใหญ่ที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับศีลธรรมอันเป็นความผิดต่อทรัพย์สินได้แก่ ฉ้อโกง การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงถือเป็นความผิดต่อศีลธรรมไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อบุคคลหรือความผิดต่อแผ่นดิน ความผิดฐานฉ้อโกง โดยทั่วไป

เกี่ยวกับ

(1) ทำให้บุคคลอื่นหลงเข้าใจผิด

(2) รู้ถึงข้อความที่หลอกลวงซึ่งทำขึ้นโดยตัวผู้ก่อการ

(3) เชื่อถือในสิ่งที่แสดงให้เข้าใจผิดโดยบุคคลที่ถูกหลอก

(4) เจตนาหลอกลวง และ

(5) การกระทำการฉ้อโกง

ความผิดต่อทรัพย์สินไม่เพียงเป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวเนื่องด้วยศีลธรรมชนิดเดียวแต่ความผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐก็ถือเป็นความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับศีลธรรมด้วย

ข้อ9 คู่มือทางกิจการต่างประเทศ 40.21(a) N 2.3-2 ความผิดต่อการเจ้าหน้าที่รัฐ

( CT: VISA-1318; 09-24-2009 )

เอ. ความผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ากับนิยามความผิดทางศีลธรรมได้แก่:

(1) การติดสินบน

(2) ปลอมเอกสาร

(3) ฉ้อโกงกรมสรรพากร หรือหน่วยงานราชการอื่น

(4) ฉ้อฉลทางเอกสาร

(5) ให้การเท็จ

(6) ให้ที่พักพิงแก่ผู้ร้ายหลบหนี ( โดยทราบความผิด ) และ

(7) เลี่ยงภาษี ( โดยมีเจตนา )

คู่มือทางกิจการต่างประเทศได้กล่าวถึงกิจกรรมอีกหลายๆลักษณะที่อาจไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับศีลธรรม เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่พิจารณาเรื่องในการตัดสินข้อเท็จจริงของคดีและตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวเนื่องกับศีลธรรมหรือไม่ หากว่าได้กระทำความผิดจริง ก็จะต้องถูกปฏิเสธวีซ่า  ภายใต้ทฤษฎีอำนาจที่ห้ามตรวจสอบของกงสุล ( รู้จักกันในชื่อ อำนาจเด็ดขาดของกงสุล ) คำตัดสินนี้ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นขอวีซ่าสามารถแก้ไขปัญหาวีซ่าถูกปฏิเสธได้โดยยื่นขออภัยโทษแบบ I-601

เพื่อประโยชน์ของบางคน มีคำพิพากษาของ ศาลภาค กล่าวว่า

“คำสั่งส่งตัวออกนอกสหรัฐอเมริกาที่มีต่อ ผู้ร้อง อาร์มานโด อัลวาเรซ เรย์นากาเนื่องจากกระทำความผิดอาญาฐานรับยานพาหนะที่ขโมยมา มีความผิดตามมาตรา 496d(a) ตามประมวลกฎหมายอาญาแคลิฟอร์เนีย คำร้องของเขาขอให้พิจาณาใหม่ว่าความผิดทางอาชญากรรมที่กระทำลงนั้น เป็นความผิดตามศีลธรรมหรือไม่ เราสรุปได้ว่าเป็นความผิดฐานอาชญากรรมแต่ไม่ใช่อาชญากรรมเกี่ยวกับศีลธรรม เราปฏิเสธคำร้องขอพิจารณาใหม่”

เมื่อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป นิยามของความผิดทางอาญาเกี่ยวกับศีลธรรมและกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของความผิดอาญาทางศีลธรรมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวีซ่าอเมริกาจากประเทศไทย โปรดดู วีซ่าอเมริกาประเทศไทย

more Comments: 04

20th May 2010

The following was posted on the official website of the US Embassy in Bangkok, Thailand:

U.S. Depatment of State
Department Spokesman
Daily Press Briefing, Washington, DC May 19, 2010

Statement: Situation in Thailand

I would like to say that the United States deeply deplores the violence and loss of life that has resulted from clashes between security forces and protests from the United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD).  We call on both sides to show restraint and to work to resolve differences through Thailand’s democratic institutions.

We are encouraged by the actions of the Red Shirt leaders who have surrendered to law enforcement agencies and support their call to supporters to return home peacefully.  However, we are deeply concerned that Red Shirt supporters have engaged in arson targeting the electricity infrastructure and media outlets and have attacked individual journalists.

We condemn such behavior and call on UDD leaders and affiliated opposition politicians to urge their supporters to stop such acts.  We remain very concerned about the situation in Thailand and we will continue to monitor those events closely.

At the time of this writing, the US Embassy in Bangkok is closed to those seeking routine services due to the unrest in the areas near the Embassy compound. In Bangkok, the situation seems to have stabilized. However, the city remains tense as most Bangkok residents seem to be hoping for an end to the unpleasantness and a return to relative normality.

On a related note, the Thai Tourism Industry is preparing for a major downturn moving forward. To quote the website ThaiVisa.com:

Thailand’s violent political turmoil has had a “disastrous” effect on the vital tourism sector, the country’s finance minister said Friday, stressing that the overall economy remained sound. “Tourism in value terms accounts for six percent of our GDP,” Finance Minister Korn Chatikavanij told a Tokyo conference, adding that the sector also accounts for “as much as 15 to 20 percent of the total employment.” “And clearly, with the events that took place over the past several weeks, and the pictures of these events flashing across TV screens across the world, it is going to have a very disastrous impact on tourism.” Thai security forces on Wednesday crushed a six-week protest by anti-government protesters in street battles that left 15 people dead and saw arsonists torch some 36 key buildings across the capital Bangkok. The stock exchange and the nation’s biggest shopping mall were among locations torched in the chaotic aftermath of the campaign to end the “Red Shirt” protesters’ occupation of Bangkok’s top retail district. Korn said that “we anticipate that the impact on the GDP of the protest so far is probably between 0.3 and 0.5 percent of GDP.” However, he stressed that the wider economic picture was sound in the kingdom, telling the conference that “we expect the formal Q1 (first quarter) figure to be in two digits” this year.

As we have previously discussed on this blog, the Thai Ministry of Foreign Affairs has waived fees for Thai Tourist Visas. However, the fees associated with applications for the Thai business visa and the Thai O visa remain the same.

For further information about attorney assistance with Consular Processing of US visa applications please see: US Embassy. For further information about closure of the US Embassy in Thailand please see: US Embassy Bangkok. Finally, to learn more about Thai Immigration please see: Thai Visa.

more Comments: 04

The hiring of a lawyer is an important decision that should not be based solely on advertisement. Before you decide, ask us to send you free written information about our qualifications and experience. The information presented on this site should not be construed to be formal legal advice nor the formation of a lawyer/client relationship.