Integrity Legal

Archive for March, 2011

25th March 2011

It recently came to this blogger’s attention that the United States Citizenship and Immigration Service (USCIS) may be changing some of the procedures associated with the processing of immigration petitions pertaining to the application for issuance of the CR-1 visa, IR-1 visa, K-1 visa, and K-3 visa filed by United States Citizens and Lawful Permanent Residents. To quote directly from a recent USCIS Memo posted on

This memorandum provides guidance to USCIS service centers regarding changes in the handling of all stand-alone I-130 and I-129F petitions filed by petitioners who have been convicted of any “specified offense against a minor” under the Adam Walsh Child Protection and Safety Act of 2006 (“Adam Walsh Act” or “AWA”) and related issues.1 This memorandum applies only to petitions that are adjudicated at the service centers and not to petitions adjudicated at USCIS field offices.

Generally I-130 petitions (the categorical designation used to refer to the petition for a CR-1 visa or an IR-1 visa) are processed by the USCIS Service Center designated by the lockbox upon receipt. In some cases, it may be possible to process an I-130 petition at one of the various USCIS field offices located abroad, such as the USCIS office in Bangkok. The I-129f petition (categorical designation used to denote the US fiance visa or K1 visa) can only be processed at a USCIS Service Center in the USA as the field offices overseas do not process such petitions as of the time of this writing. To quote further from the previously mentioned memorandum:

USCIS will centralize at VSC all files currently at service centers if the service center adjudicator has made a preliminary determination that the petition warrants review as an AWA-related case. The VSC will serve as a central clearinghouse for inquiries from Federal, State, and local agencies regarding AWA-related cases that are pending or were recently adjudicated at one of the four service centers [hereafter referred to as “originating service center” or “sending service center”]. While AWA-related cases require special handling, the decision to centralize AWA-related adjudications at the VSC will affect caseloads at other service centers only minimally.

Clearly, the United States Citizenship and Immigration Service (USCIS) is making policy changes in an effort to take steps to more efficiently process cases requiring further scrutiny pursuant to the Adam Walsh Act (AWA). In a way, the Vermont Service Center’s role in AWA-related cases is somewhat similar to the role of the National Visa Center in the overall US visa process as that agency is tasked with acting as a sort of clearinghouse for visa applications arriving from USCIS and being processed out to a US Embassy or US Consulate abroad. Although, NVC is under the authority of the Department of State whereas the Vermont Service Center (like the other USCIS Service Centers) is under the jurisdiction of the Department of Homeland Security (DHS) and USCIS.

For related information please see: Adam Walsh Act.

more Comments: 04

25th March 2011

Those following this blog or the many other sources of information available on the World Wide Web may have, no doubt, noticed the impact of the recent tragedy in Japan and the unfolding events springing therefrom. The tragic plight of the Japanese people was further highlighted recently by what appears to be a trend among many nations in their refusal to allow imports of foodstuffs from Japan. To quote directly from the website

TOKYO, March 24 (NNN-BSS) — Australia, Canada and Singapore joined a list of countries shunning Japanese food imports Thursday as radioactive steam wafted anew from a disaster-struck nuclear plant, straining nerves in Tokyo.

The grim toll of dead and missing from Japan’s monster quake and tsunami on March 11 topped 25,000, as hundreds of thousands remained huddled in evacuation shelters and fears grew in the megacity of Tokyo over water safety.

The damage to the Fukushima nuclear plant from the tectonic calamity and a series of explosions has stoked global anxiety. The United States and Hong Kong have already restricted Japanese food, and France wants the EU to do the same.

The administration of this blog highly encourage readers to click on the above hyperlinks to read further about the situation in Japan. As the situation becomes more dire in Japan it would appear that even Japan’s key allies are unable to allow importation of possibly dangerous food products. The authorities in the Kingdom of Thailand appear to be taking preventative measures regarding importation of possibly tainted food as well. To quote directly from

Thailand will check all fruit and vegetable imports from Japan’s main island, Honshu, before allowing their sale and will randomly screen other products such as fish, Pipat Yingseri, secretary-general of the Thai Food and Drug Administration, told a media conference today. The country hadn’t found any abnormal contamination since checks started in mid-March, he said.

As Thai, Hong Kong, Chinese, American, Australian, Canadian, and Singaporean authorities place restrictions on food imports, speculation abounds as to the response from other countries in the Asia-Pacific region as well as member States of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN). In discussions regarding the ramifications of the Japanese Crisis it may be best to remember the human elements which are constantly present in all of these regulatory and policy calculations.

As the situation in Japan continues to have global implications it remains to be seen how the various governments and international organizations around the world will react both politically and economically. One thing is clear, the crisis in Japan has the potential to completely reshape the geopolitical situation in Asia from both an economic as well as political perspective. How this change will impact both Thailand and the ASEAN community will be of increasing interest to the administration of this web log.

For related information please see: Legal.

more Comments: 04

24th March 2011

เมื่อเร็วๆนี้ผู้เขียนได้ติดตามเรื่องที่น่าสนใจคือ บทความของกองทุนความเสมอภาคการตรวจคนเข้าเมือง รายงานว่า ชาวอเมริกันเรียกร้องต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับสถานะของผู้ที่อยู่อาศัยอย่างถาวรตามกฎหมายสำหรับคู่ของกลุ่มเพศที่สาม (LGBT)ที่ถือสัญชาติอเมริกันและเป็นผู้อยู่อย่างถาวรตามกฎหมาย อ้างโดยตรงจาก Immigration Equality Action Fund Blog:

ในการสัมภาษณ์ที่มีการเผยแพร่เมื่อคืนนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ของหน่วยงานความเสมอภาคตรวจคนเข้าเมืองราเชลล์ บี ไทเวนเรรียกร้องให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยกเลิกการปฏิเสธการยื่นขอกรีนการ์ดของคุ่แต่งงานชาวอเมริกันในกลุ่มเพศที่สาม

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายเพื่อสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันของกลุ่มเพศที่สามซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติการคุ้มครองการแต่งงาน (DOMA) ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาห้ามคู่เพศเดียวกันได้รับสิทธิประโยชน์ แม้ว่า สิทธิประโยชน์นั้นจะเป็นสิทธิที่คู่ต่างเพศได้รับอยู่ตามธรรมดาก็ตาม ในขณะเดียวกัน จำนวนของรัฐที่มีอำนาจในอเมริกันเรียกร้องให้พลเมืองและวางมาตรการที่จะอนุญาตให้มีการแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างบุคคลที่เป็นเพศเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการแต่งงานอาจจะถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการรับรองโดยรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น แมสซาชูเซส ตัวอย่างเช่น รัฐบาลกลางยังคงที่จะไม่ถือว่าการแต่งงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติ DOMA อ้างเพิ่มเติมจากบทความ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคการตรวจคนเข้าเมือง:

“อาจกล่าวเป็นนัยได้ว่า หน่วยงานทางปกครองหยุดที่จะสร้างความแตกแยกในครอบครัวบนหลักของกฎหมายว่า มกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้” ไทเวนกล่าวต่อผู้สื่อข่าววแอนดรูว์ ฮาร์มอน “พวกเราจะเรียกร้องกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในการที่จะยกเลิกการขอกรีนการ์ดสำหรับคู่แต่งงานที่เป็นพลเมืองอเมริกัน”

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั้น  ผลลัพธ์ของการบังคับใช้พระราชบัญญัติ DOMAในบริยทของคนเข้าเมืองเป็นเรื่องที่มั่นคงและต่อเนื่องของครอบครัวสองสัญชาติ เป็นที่ปรากฏว่า สิทธิที่เท่าเทียมของกลุ่มเพศที่สาม มีความหวังที่จะให้ DHS ช่วยบรรเทาในสสถานการณ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อ้างโดยตรงจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคการตรวจคนเข้าเมือง

ผู้แทนเจอร์โรลด์ นาร์เดล (D-NY) และโซ  ลอฟเกน (D-CA)เป็นผู้นำที่มีความสำคัญในประเด็นของการตรวจคนเข้าเมืองและกลุ่มเพศที่สามและประเด็นเรื่องคนเข้าเมืองในคองเกรส เชื่อมโยงกับการเรียกร้องการเข้าเมืองในการที่จะหยุดเรื่องคู่แต่งงานตามกฎหมาย วุฒิสภานิวยอร์กคริสเทน กิลลิแบรด์คงที่จะต้องชั่งน้ำหนัก กล่าวกับผู้สื่อข่าวเช่นนั้น ข่าวล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับคู่เกย์และคู่เลสเบี้ยนที่เป็นคู่สองสัญชาตินั้นใจสลาย

บทความนี้แนะนำให้ผู้อ่านคลิกที่ลิงค์ข้างบนในการที่จะศึกษาข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคในการตรวจคนเข้าเมืองและการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในกลุ่มของเพศที่สาม สิ่งที่พึงระลึกถึงคือ ผู้แทนเจอรัลด์ แนดเลอร์มีการออกกฎหมายที่เป็นไปในทางสนับสนุนมากขึ้น เช่น พระราชบัญญัติการรวมกลุ่มของครอบครัวอเมริกัน (UAFA) ร่างกฎหมายนี้ให้สิทธิประโยชน์เรื่องการเข้าเมืองแก่คู่เพศเดียวกันสองสัญชาติ

รัฐหลายๆรัฐในสหรัฐอเมริกามอบของขวัญให้แก่สิทธิที่เท่าเทียมกันของกลุ่มเพศที่สาม สิทธิประโยชน์ ความคุ้มกันและการป้องกัน หลายๆรัฐเช่น แมสซาชูเซส ไอโอวา โรดไอซ์แลนด์ เวอร์มอนท์ นิวแฮมเชียร์ คอนเนคติกัส และเขตในโคลัมเบียให้การสนับสนุนการต่อสู้สิทธิในครอบครัวของกลุ่มเพศที่สาม ในขณะเดียวกัน การบังคับใช้บทบัญญัติต่างๆในพระราชบัญญัติคุ้มครองการแต่งงาน (DOMA) เป็นการรักษาสิทธิประโยชน์เรื่องการเข้าเมืองที่เท่าเทียมกันของคู่เพศเดียวกันสองสัญชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่ต่างเพศ

ประเด็นเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันและสิทธิที่เท่าเทียมกันเป็นเรื่องที่มีการแนะนำอยู่หลายๆประเด็นที่มีความหลากหลาย แต่ในความคิดเห็นของผู้เขียนไม่ต้องการให้เป้นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา(รัฐแคนซัส)ซึ่งมีการห้ามคู่แต่งงานเพศเดียวกัน (ใช่ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การแต่งงานของเพศเดียวกันรัฐแคนซัสนั้น เป็นสิทธิที่จะแต่งงานกับใครก็ได้ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาซึ่งให้สิทธิแก่ชาวแคนซัสเช่นเดียวกับคนอื่นในสหรัฐ แต่การวิเคราะห์ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงเบื้องต้นในประเด็นการแต่งงานเพศเดียวกันระหว่างรัฐ) มีบางฝ่ายโต้เถียงว่า เรื่องนี้ไม่ใช้กับศาลแห่งรัฐที่ห้ามการแต่งงานของเพศเดียวกันตามกฎหมายในรัฐอื่นๆ ผู้เขียนบทความนี้เห็นว่า อาจมีการแปลความที่แตกต่างกันในบริบทความความเชื่อมั่นอาจจะมีการอนุญาตในบางรัฐ เช่น แคนซัส ในการที่จะทำให้การแต่งงานตามกฎหมายระหว่างคู่เพศเดียวกันที่ยังคงอาศัยข้อเท็จจริงในเขตอำนาจของรัฐอื่น (ตัวอย่างเช่น แมสซาชูเสส) บทบัญญัติของรัฐอาจจะห้ามการรับรองหรือการบังคับคดี ของการหย่าในคู่เพศเดียวกัน แต่ในบางกรณีนั้นคู่เพศเดียวกันไม่ได้รับสถานะทางการแต่งงานจากส่วนกลางหรือจากระหว่างรัฐ อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีประเด็นที่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน

To view this information in English please see: same sex marriage.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาคลิกที่นี่: UAFA

more Comments: 04

24th March 2011

The tragic situation in Japan (a country recently plagued by Earthquakes, Tsunamis, Volcanoes, and finally Nuclear Meltdown)  is apparently causing other nations in East Asia and Southeast Asia to rethink their options with regard to the proliferation of nuclear power plants. A recent posting on the website discussed some of these issues in some detail. To quote directly from the website

Singapore – Japan’s nuclear crisis is likely to prompt Southeast Asian states to look more carefully at their plans to tap atomic energy for power generation, the head of the regional bloc said Monday.

Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) secretary-general Surin Pitsuwan said Japan’s struggle to prevent a reactor meltdown at the Fukushima nuclear power plant will have a “psychological” impact on some ASEAN members.

“They will continue to explore, but I think the sense of urgency will certainly be contained a little bit,” Surin told reporters on the sidelines of a regional economic conference in Singapore.

The administration of this blog highly encourages readers to click on the links above to read more of this article.

Clearly, a disaster of the magnitude of the events unfolding in Japan can have a tremendous “psychological” effect around the world, but what is interesting about the above quotation is the fact that the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), a regional organizations that is becoming increasingly important in geopolitical matters, seems to be uniformly ambivalent towards nuclear power as of the time of this writing. Meanwhile, the Kingdom of Thailand, an important member of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), is rethinking its position on the issue of nuclear power. To quote directly from

Thailand has frozen its plans to build its own nuclear power plants in the wake of the ongoing nuclear crisis in Japan following a series of meltdowns at the quake-hit power complex in Fukushima.

Thai Deputy Prime Minister Suthep Thaugsuban announced yesterday that the government would indefinitely halt all plans to build nuclear facilities in the Kingdom.

Again readers are highly encouraged to click on the links above to read more from this posting.

In this blogger’s personal opinion, this decision to “freeze” plans for a Thai nuclear plant is both prudent and necessary. The decision is prudent because it provides the Thai government and people the opportunity to watch the events in Japan unfold. This will provide the Thais with the opportunity to see the extent of the problem in Japan and this opportunity will allow Thai authorities to take a firsthand look at the possible dangers inherent in constructing and maintaining a nuclear facility. Such measures are necessary because failure to be prudent could be costly later, as evidenced by the situation in Japan. This nuclear disaster in Japan is obviously no one’s “fault,” but perhaps failure to take into consideration the fact that Japan, and the reactors present therein, is situated upon one of the most tectonically active locations on Earth may help to explain the nuclear disaster. At this time, fixing the blame for this tragedy should not be at the forefront of people’s minds as the brave Citizens of Japan struggle to overcome this situation, but evaluating the proliferation of nuclear facilities in the ASEAN with a critical eye may help avoid such tragedies in the Southeast Asia of the future.

As economic activity in the ASEAN region, China, Thailand, Laos and Cambodia expands it stands to reason that energy needs will remain an acute concern for the business community as well as governmental authorities, but such considerations would appear to be being weighed in light of the recent events in Japan, as well they should be.

For related information please see: business in China.

more Comments: 04

23rd March 2011

เมื่อเร็วๆนี้มีสิ่งที่น่าสนใจว่า รัฐบาลกัมพูชามีการเปลี่ยนแปลงระเบียบที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสในราชอาณาจักร อ้างโดยตรงจากบทความที่เขียนอยู่ในบล็อก United Khmer:

ชายชาวต่างชาติที่อายุมากกว่า 50 ปี จะเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายในการแต่งงานกับหญิงชาวกัมพูชาในประเทศภายใต้กฎระเบียบใหม่ที่ร่างเพื่อจะแก้ปัญหาการแต่งงานที่น่าละอายและการค้ามนุษย์ รัฐบาลกล่าวในวันนี้

การค้ามนุษย์นี้เป็นประเด็นที่ร้ายแรงในชาติเอเชียหลายๆชาติซึ่งประกอบไปด้วยชาติที่เป็นสมาชิกสมาคมเอชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) บทความนี้ได้กล่าวต่อไปว่า:

ชาวต่างชาติที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,580 ดอลลาห์สหรัฐต่อเดือนห้ามมิให้แต่งงานกับผู้หญิงในท้องถิ่น  โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กอย คูอ่อง กล่าวต่อAFP แต่ข้อกำหนดนั้นไม่ได้ปรับใช้กับการแต่งงานที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

มันอาจจะดูเหมือนว่ารัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะวางกฎในการที่จะให้หลักประกันแก่หญิงชาวกัมพูชาที่จะสมรสกับชายชาวต่างชาติซึ่งมีแนวโน้มว่า จะให้ความคุ้มครอง

เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจากสหรัฐอเมริกาที่จะเดินทางไปในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข่น กัมพูชา ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ (พม่า) ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ในกิจการที่เกี่ยวกับธุรกิจและความยินดี ในบางกรณี พลเมืองอเมริกันที่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อที่จะพบคนพิเศษและตัดสินใจที่จะเก็บความรักนั้นกลับมาสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรณีต่างๆ จะมีแนวโน้มที่ชาวต่างชาติที่ขอวีซ่าอเมริกาให้แก่คู่ของตน

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของคู่แต่งงานที่ให้มานั้นว่าจะเหมาะสมกับการยื่นวีซ่าคู่หมั้นสหรัฐอเมริกา (ชื่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ วีซ่าประเภท เค-1) หรือวีซ่าคู่แต่งงานคือ ซีอาร์-1 หรือวีซ่าอีกประเภทหนึ่งคือวีซ่า เค-3 ประเภทผู้ไม่มีถิ่นฐานถาวร คู่แต่งงานที่สมรสกันมาแล้วมากกว่า 2 มีแนวโน้มที่จะให้สถานะของคู่หมั้นในการเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาประเภท ไออาร์-1

กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองนั้นแตกต่างไปปตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคู่และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง สำหรับเหตุผลนี้ (อาจจะเกิดขึ้นกับใครหลายๆคน) คู่ที่เลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรณีต่างๆที่เกิดขึ้น ผู้ที่ต้องการคำแนะนำและคำปรึกษาจากผู้ที่น่าเชื่อถือที่เป็นทนายความอเมริกันในฐานะที่เป็นทนายความผู้ได้รับใบอนุญาตว่าความจากสหรัฐอเมริกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเรือ่งกฎหมายคนเข้าเมืองอเมริกัน

To view this posting in English please see: K-1 visa.

more Comments: 04

21st March 2011

It recently came to this blogger’s attention that the Immigration Equality Action Fund Blog is reporting that Americans are calling upon the Department of Homeland Security to change its policy regarding Lawful Permanent Resident status for LGBT spouses of American Citizens and Lawful Permanent Residents. To quote directly from the Immigration Equality Action Fund Blog:

In an interview published last night, Immigration Equality executive director Rachel B. Tiven calls on the Department of Homeland Security to stop denying green card applications filed by spouses of LGBT Americans.

Those who are unaware of the issues surrounding the debate for equal immigration benefits for the LGBT community should note that pursuant to the so-called “Defense of Marriage Act” (DOMA) the United States Federal government is prohibited from granting immigration benefits to same sex bi-national couples even though such benefits are routinely granted to different-sex couples. Meanwhile, a number of sovereign American States have heeded the call of their citizenry and taken measures which would allow legal recognition for marriages between individuals of the same sex. Notwithstanding that a marriage may be legalized and solemnized by a sovereign US State, such as Massachusetts, for example; the Federal government still will not recognize said marriage pursuant to the provisions of DOMA. To quote further from the Immigration Equality Action Fund Blog:

“It is imperative that the administration stop breaking up families based on a law that it says is unconstitutional,” Tiven told reporter Andrew Harmon. “We’re calling on the Department of Homeland Security to stop denying green card applications for the spouses of American citizens.”

As noted above, the result of continued enforcement of DOMA in an immigration context is the constant and continued partition of bi-national families. It would appear as though proponents of equal LGBT rights are hoping that DHS can take some steps to alleviate what is, for some, an increasingly untenable situation. To quote further from the Immigration Equality Action Fund Blog:

Representatives Jerrold Nadler (D-NY) and Zoe Lofgren (D-CA) – both important leaders on LGBT and immigration issues in Congress – joined Immigration Equality’s call for a halt to deportations involving legally married spouses. New York Senator Kirsten Gillibrand also weighed in, telling reporters that, ““The recent news of deportations involving legally married gay and lesbian binational couples is heartbreaking.”

This blogger highly encourages readers to click on the above links to learn more about the Immigration Equality Action Fund and the struggle for equal rights in the LGBT community. It should be noted that Representative Jerrold Nadler has been a strong proponent of legislation such as the Uniting American Families Act (UAFA), legislation designed to provide immigration benefits to same sex bi-national couples.

There have been many sovereign US States that have shown “true grit” in the struggle for equal LGBT rights, privileges, immunities, and protections. States such as Massachusetts, Iowa, Rhode Island, Vermont, New Hampshire, Connecticut as well as the District of Columbia have shown support for the struggle of equal rights for LGBT families. Meanwhile, continued enforcement of the provisions of the Defense of Marriage Act (DOMA) keep bi-national same sex couples from attaining equal immigration benefits when compared to their different-sex counterparts.

The issue of same sex marriage and equal rights for same sex couples is something that some have suggested is a divisive issue, but in this blogger’s opinion it need not be. For example, this blogger comes from a State (the State of Kansas) that explicitly forbids same sex marriage (yes, notwithstanding the State of Kansas’s position on same sex marriage this blogger feels that the right to marry whom one chooses is a civil right guaranteed to individuals under the U.S. Constitution that should be granted to those in Kansas as well as everywhere else in the USA, but the following analysis is primarily concerned with the same sex marriage issue in an interstate context). There are some who argue that this means that the State Courts are barred from recognizing same sex marriages legalized in other States. This blogger would argue that a different interpretation of the Full Faith and Credit Clause would allow a State such as Kansas to acknowledge that a legal marriage between two people of the same sex exists in fact in another American jurisdiction (say, Massachusetts, for example). Concurrently, the provisions of a State Constitution may prohibit any further State recognition or execution of a same sex divorce, but such a scenario is certainly better than the current state of affairs where no same sex couples are granted any type of Federal or interstate marital recognition at all. That said, none of these issues has yet to be fully resolved so any analysis remains speculation.

For related information please see: same sex visas.

more Comments: 04

21st March 2011

The following was quoted directly from Reuters official website

The United States is making potassium iodide available to U.S. personnel and their dependents living in Tokyo and other parts of Japan, as a precaution against radiation exposure, the State Department said in a travel warning on Monday.

Those wishing to visit the official website of the United States Embassy in Japan please click HERE.

In a previous posting on this blog it was noted that there was some dispute as to rumors regarding iodine products sold in connection to the unfortunate events transpiring in Japan. The United States Surgeon General also commented upon acquisition of certain iodine related products. It would appear as though reasonable precautions are being taken against what could continue to be a very trying situation.

more Comments: 04

21st March 2011

สิ่งที่เป็นที่น่าสนใจซึ่งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้ออกกฎเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของพระราชบัญญํติ REAL ID 2005 อ้างโดยตรงจากเว็บไซต์ที่เป็นทางการของกระทรวงความมั่นคงแห่งาตุภูมิ:

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้ออกกฎที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการที่จะออกใบอนุญาตขับขี่ของรัฐและบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติ REAL ID 2005

กฎระเบียบนี้วางมาตรฐานสำหรับรัฐตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติ REAL ID ดังนี้

·         ข้อมูลและความปลอดภัยที่ต้องรวมเข้าไว้ในบัตรแต่ละใบ

·         หลักฐานแสดงลักษณะเฉพาะและสถานะทางกฎหมายของผู้สมัคร

·         การยืนยันของแหล่งเอกสารที่จัดเตรียมโดยผู้สมัคร และ

·         มาตรฐานความปลอดภัยเพื่อสำนักงานซึ่งออกใบอนุญาตและบัตรประชาชน

กฎระเบียบนี้ยังมีขั้นตอนในการที่จะขยายเวลาที่ยืดหยุ่นโดยเวลาที่กำหนดคือ 11 พฤษภาคม 2554 โดยการแสดงหลักของการยืดหยุ่นกับหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติและกฎระเบียบนี้

สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับพระราชบัญญํติ REAL ID การออกกฎหมายนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเอกสารของบุคคลในสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปแล้ว วิกิพีเดียอธิบายไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับพระราชบัญญํติ REAL IDในบริบทของใบอนุญาตขัขรถ  อ้างโดยตรงจาก  Wikipedia:

หลังจากปี 2554 “ตัวแทนกลางอาจจะไม่ยอมรับสำหรับวัตถุประสงค์ที่เป็นทางการ ใบอนุญาตขับรถหรือบัตรประชาชน ออกโดยรัฐให้ประชาชนเว้นแต่ว่ารัฐได้มีหลักเกณฑ์ ” ระบุในพระราชบัญญัติ REAL ID รัฐยังคงมีอิสระที่จะออกใบอนุญาตให้บังคับใช้และบัตรประชาชน ตามที่มีรูปแบบเฉพาะและข้อความที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะยอมรับวัตถุประสงค์ของการระบุตัวตนของรัฐบาลกลาง กรมการปกครองความปลอดภัยทางการขนส่งมีความรับผิดชอบในการที่จะดูแลความปลอดภัยที่สนามบิน ดังนั้นผู้ที่ถือเอกสารที่ไม่ได้รับการยอมรับไม่สามารถที่จะเดินทางโดยทางอากาศโดยปราศจากการตรวจสอบเพิ่มเติมเว้นแต่ว่า พวกเขามีทางเลือกที่จะได้รับการออกภาพถ่ายบบัตรประชาชนโดยรัฐบาล

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น อัยการของรัฐบาลกลางอาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับสิ่งที่กล่าวมาข้างบน มีสิ่งที่ต้องตระหนักถึงในเรื่องบทบาทของรัฐในบริบทของพระราชบัญญํติ REAL ID ที่ทนายความเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิพลเมืองและสิทธิความเป็นส่วนตัวที่อ้างถึงเพื่อความชัดเจนในพระราชบัญญัติ REAL ID ผู้สนับสนุนในสิทธิของพลเมืองและสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการเปิดประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของพระราชบัญญัติ REAL ID บางคนมองว่า  ขอบเขตของการเป็นตัวแทนเช่น DHS เมื่อมีการตรวจสอบโปรแกรมที่เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเช่น เครื่องสแกนไอริช และเครื่องตรวจดีเอ็นเอโดยก่อนหน้านี้ได้อ้างถึงในบทความ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในทางกลับกัน พระราชบัญญัติ REAL ID และหน่วยการตรวจสอบความมั่นคงการเดินทาง (TSA)ดูเหมือนว่า  จะมีประเด็นเพิ่มมากขึ้นในสองทางซึ่งเรียกว่า สื่อทางเลือก เช่นเดียวกับสื่อหลัก

ในบทบาทของ DHS และ TSAกลายเป็นสิ่งที่ระบุชัดเจนดูเหมือนว่า ประเด็นทางกฎหมายใหม่และน่าสนใจตลอดจนประเด็นทางสังคม การเมืองจะเกิดผลขึ้น

To view this information in English please see: Department of Homeland Security.

more Comments: 04

20th March 2011

The following was quoted directly from the official website of the United States Embassy in Tashkent, Uzbekistan:

December 31 Friday New Year’s Holiday A/U
January 17 Monday Martin Luther King Day A
February 21 Monday Presidents’ Day A
March 8 Tuesday Women’s Day U
March 21 Monday Navruz U
May 9 Monday Memorial Day U
May 30 Monday Memorial Day A
July 4 Monday Independence Day A
September 1 Thursday Independence Day U
September 5 Monday Labor Day A
September* TBA Ruza Hayit U
October 1** Saturday Teacher’s Day U
October 10 Monday Columbus Day A
November* TBA Kurbon Hayit U
November 11 Friday Veterans Day A
November 24 Thursday Thanksgiving Day A
December 8 Thursday Constitution Day U
December 26 Monday Christmas Day A

* The dates of Kurbon Hayit and Ruza Hayit are determined by the Lunar calendar; therefore, the exact dates for these holidays cannot be announced with any certainty at this time.  When notified, an announcement will be published to identify the specific dates.

** All Uzbek holidays falling on weekends are not observed on the preceding Friday or subsequent Monday.

Note: A – American holidays, U – Uzbek holidays

Those wishing to visit the official homepage of the US Embassy in Uzbekistan please click HERE.

Those seeking services which can only be provided by a US Embassy or US Consulate abroad (such as issuance of a Consular Report of Birth Abroad, US Passport, or additional visa pages for a previously issued US Passport) are well advised to contact an American Citizen Services (ACS) Section of the nearest US Post with appropriate Consular jurisdiction.

Those seeking visas such as the US tourist visa (B-2 visa), the US student visa (F-1 visa), the US exchange visitor visa (J-1 visa), or the US business visa (B-1 visa) are likely to see their visa application processed at a Non-Immigrant Visa Unit Abroad. It should be noted that the aforementioned visa applications are scrutinized pursuant to the language of section 214(b) of the United States Immigration and Nationality Act.

Those seeking visas for foreign spouses such as the CR-1 visa or the IR-1 visa are likely to see their visa application processed at an Immigrant Visa Unit abroad. It should be mentioned that for processing purposes the US fiance visa (also referred to as the K-1 visa) is treated in much the same manner as the immigrant visa categories noted above.

Those seeking an EB-5 visa for a prospective immigrant investor or an L-1 visa as an intra-company transferee are likely to only see their visa application processed pursuant to an approved immigration petition from the United States Citizenship and Immigration Service (USCIS).

more Comments: 04

18th March 2011

It recently came to this blogger’s attention that the Cambodian government has changed some of the regulations regarding registration of marriage in that Kingdom. To quote directly from a recent posting on the blog United Khmer:

MALE foreigners over the age of 50 have been outlawed from marrying Cambodian women in the country under new rules designed to crack down on sham marriages and human trafficking, the government said today.

Human trafficking is a serious issue in many Asian nations including those comprising the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN). The posting went on to further note:

Foreigners who earn less than $2,580 per month are also barred from wedding local women, foreign ministry spokesman Koy Kuong told AFP, but the restrictions do not apply to weddings taking place overseas.

It would seem as though the Cambodian government is also attempting to make rules in an attempt to ensure that those Cambodian women marrying foreign men are more likely to be materially provided for.

It is increasingly common for both men and women from the United States of America to travel to Southeast Asian nations such as Cambodia, Thailand, Indonesia, Vietnam, Myanmar (Burma), Laos, Malaysia, and Singapore for both business matters and pleasure. In some cases, American Citizens traveling abroad meet someone special and decide to bring their loved one back to the United States. Under such circumstances, it will likely be required that the foreign loved one obtain a United States visa.

Depending upon the unique facts of each given case couples may opt to apply for a US fiance visa (officially classified as a K-1 visa) or a spousal visa such as a CR-1 visa or, less commonly, a non-immigrant K-3 visa. Those couples who have been married for more than 2 years at the time of their admission to the United States are likely to see the prospective immigrant spouse admitted into the USA in IR-1 visa status.

The immigration process is a different experience for each couple and as the process evolves it also constantly changes. For this reason (likely amongst many others)  some couples opt to retain the assistance of a professional to provide insight into the protocols associated with United States immigration. Under those circumstances, those seeking advice and counsel are well advised to ascertain the credentials of anyone claiming to be an American attorney as only a licensed attorney from the United States is permitted to practice United States Immigration law.

For related information please see: US tourist visa.

more Comments: 04

The hiring of a lawyer is an important decision that should not be based solely on advertisement. Before you decide, ask us to send you free written information about our qualifications and experience. The information presented on this site should not be construed to be formal legal advice nor the formation of a lawyer/client relationship.